รีวิว Volvo XC40 Recharge Twin (MY2021) : ถ้าเล็ง Tesla ไว้ ต้องมาลองก่อน แล้วอาจจะต้องคิดใหม่

อัพเดทล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2026


วันที่ลงบทความนี้ คือปี 2026 แต่ขอลงไว้เป็น reference สำหรับคนที่ยังหารุ่นนี้มือสอง ซึ่งโฉมที่รีวิวนี้เป็นรุ่น model year 2021-2022 ที่ยังเป็นเบาะหนัง และด้านหน้ารถยังเป็นแบบเก่า และข้อมูลการรีวิวคือเป็น software และบริบทของตลาดตอนปี 2022 ซึ่งในปี 2026 อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง software ในบางจุดที่ดีขึ้น โดยปัจจุบัน สามารถหามือสองรุ่นนี้ต่ำกว่า 1 ล้านบาทได้แล้ว

บอกตรงๆ ตอนที่ได้ Test drive สั้นๆ อาจจะยังไม่ค่อยรู้สึกว้าวเท่าไร แต่พอได้สัมผัสจริงๆ หลายวัน รู้สึกได้ว่ามันใช่เลย และก่อนหน้านี้ผมก็เคยได้ขับ Tesla หลายๆ รุ่นมาก่อน ยิ่งทำให้เห็นข้อเปรียบเทียบต่างๆ มากขึ้น


สำหรับ XC40 Pure Electric หรือ Recharge Twin เป็นรุ่นที่มีพื้นฐานแพลตฟอร์มร่วมกับ XC40 รุ่นปกติ ที่มีทั้งรุ่นน้ำมันล้วน และไฮบริด ไม่ใช่รถที่พัฒนาเพื่อเป็นรถไฟฟ้าล้วนอย่างเดียวมาแต่ต้น แต่ XC40 ก็มีคู่แฝดอีกรุ่นคือ C40 ที่เป็นตัวถังท้ายลาดดูสปอร์ตกว่า แต่ใน C40 จะมีเฉพาะรุ่นไฟฟ้าล้วนให้เลือก แม้จะแชร์แพลตฟอร์มกับ XC40 ที่มีทุกทางเลือกทั้งเครื่องยนต์และไฟฟ้า

Volvo XC40 Pure Electric เรียกได้ว่าเป็นรถไฟฟ้ากลุ่ม premium ที่กระแสตอบรับดีทีเดียวเลยในไทย ในช่วงที่เปิดตัว กับราคาสุดคุ้มที่เปิดมาแถวๆ 2.6 ล้านบาท แต่ได้รถ 400 กว่าแรงม้า มอเตอร์คู่ ที่แรงแบบรถสปอร์ต หรืออาจจะแรงกว่ารถ SUV ที่ได้จอดช่อง supercar บางรุ่นอีก ที่สำคัญเป็นรถนำเข้ามาอย่างเป็นทางการ ที่มีบริการหลังการขายครบถ้วน ซึ่งบางยี่ห้อมีแต่รถนำเข้าอิสระ คือจุดอ่อนที่ทำให้คนไม่กล้าตัดสินใจ ในช่วงปี 2022 ที่ทำรีวิวนี้ ตอนนั้น XC40 Pure Electric มียอดจดทะเบียนสะสมไปแล้วทะลุ 470 คัน ถ้านับเฉพาะยอดปีนั้นคือเป็นรถไฟฟ้าที่มียอดจดทะเบียนเบอร์ 2 เป็นรองเพียงแค่ Good Cat นี่ยังไม่พูดถึงคนที่จอง XC40 กับรุ่นคู่แฝด C40 แล้วยังไม่ได้รับรถอีกเพียบ ยอดน่าจะพุ่งไปอีก แล้วยังเจอปัญหาส่งมอบรถล่าช้าในหลายๆ ประเทศ จองตอนนี้ก็ยังต้องลุ้นว่าจะได้รถตอนไหน สถานการณ์ไม่ต่างจากรถไฟฟ้ายี่ห้ออื่นๆ ในไทย ที่ต่างก็เป็นที่พูดถึงอย่างมากในยุคน้ำมันแพง


สำหรับหน้าตาของรถในรูปนี้ เป็นเวอร์ชั่นเก่าปี 2021 ซึ่งตัวอัพเดทปี 2022 จะเริ่มได้เป็นรถหน้าตาใหม่ที่เปลี่ยนทรงกันชนหน้ากับล้อ เหมือนรุ่นคู่แฝด C40 แล้ว ส่วนเมืองนอกก็มีรุ่น Single motor ที่แรงน้อยลงและราคาย่อมเยาลงมาหน่อย ทั้ง XC40 และ C40 (พอมาในปี 2024 มีการเพิ่มรุ่น Single motor ในไทยแล้ว)

การเข้าออกตัวรถ ใช้กุญแจแบบ Keyless entry เหมือนรถทั่วไปรุ่นใหม่ๆ ไม่ต้องหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋า มือจับประตูภายนอกเป็นแบบดึงธรรมดา ปลดล็อคได้ด้วยการสอดมือเข้ามือจับ และตอนกดล็อคก็กดตรงมุมมือจับ หน้าตาอาจจะดูธรรมดาเหมือนรถทั่วๆ ไป แต่ใช้งานง่าย รวดเร็ว ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องควัก keycard มาแตะที่เสากลาง แต่ก็แลกกับดีไซน์ที่ดูไม่ล้ำสมัย แต่ก็ไม่ได้ล้าสมัย พอเข้าไปในตัวรถ ไม่มีปุ่มสตาร์ทไม่ต้องกดอะไร พอนั่งบนเบาะคนขับแล้วระบบในรถทุกอย่างติดเลย แค่เข้าเกียร์ก็พร้อมขับ แต่ตอนคนขับออกจากรถสักพักแอร์จะดับ พอออกนอกรถล็อครถก็คือปิดการทำงานทุกอย่างเอง แต่ถ้าหากคนขับต้องการจะลุกไปทำธุระแต่มีคนนั่งอยู่ ให้กดปุ่ม home ใต้จอกลางให้แอร์ติดอีกรอบก็ใช้ได้ ส่วนหากต้องการดับรถเพื่อ restart ระบบ หรือเหตุผลอื่นๆ โดยไม่ต้องการออกจากรถ ก็เข้าเมนู Controls ในจอกลางเพื่อสั่ง Power off car ได้

ระบบควบคุมต่างๆ ยังคงเหมือนๆ รถทั่วไปรวมไปถึง XC40 รุ่นปกติ แต่ต่างตรงไม่ต้องกดปุ่มสตาร์ท กับไม่มีสวิตซ์เบรกมือ ก้านไฟเลี้ยวอยู่ซ้าย ปัดน้ำฝนอยู่ขวาแบบรถยุโรปทั่วไป ตัวควบคุม Cruise control กับ Pilot Assist อยู่ปุ่มซ้ายพวงมาลัย ส่วนปุ่มขวาพวงมาลัยใช้ควบคุมเกี่ยวกับเครื่องเสียง คันเกียร์ผลักไปหน้ารถเป็นเกียร์ถอย ผลักลงมาเข้าตัวเป็นเกียร์ D อยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานง่ายและเข้าใจง่าย คนที่ไม่เคยขับรถไฟฟ้ามาก่อนมาขับแล้วเข้าใจได้ไม่ยากเลย แทบจะเหมือนขับรถปกติ


การขับขี่

ไม่ได้มีโหมดอะไรให้เลือกเท่าไร และไม่สามารถปรับระดับความหน่วงเวลาถอนคันเร่งได้ มีให้เลือกแค่จะเปิดใช้ one pedal หรือการควบคุมรถด้วยคันเร่งอย่างเดียวมั้ย กับมีให้ปรับให้พวงมาลัยหนืดขึ้นได้ กับมีโหมด range optimizer ที่จะปรับแอร์ให้ประหยัดพลังงานที่สุด สำหรับการขับขี่ด้วย one pedal ตอนที่ยังไม่เปิดใช้ one pedal เวลาถอนคันเร่งแทบไม่มีความหน่วงเลย เหมือนรถไม่ค่อยอยากลดความเร็ว จนต้องกดเบรกค่อนข้างลึกให้รถชะลอลง ซึ่งเกือบทั้งหมดของการขับขี่ผมใช้ one pedal แต่ปิด one pedal แค่ 5 นาทีสุดท้ายก่อนคืนรถ เพื่อที่จะเก็บข้อมูลมาบอกความต่างนี่ละครับ

แต่พอเปิดใช้ one pedal ระดับความหน่วงเวลาถอนคันเร่ง กับความแข็งคันเร่งจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งบางคนอาจจะไม่ชอบคันเร่งแข็งๆ แต่ถ้าคันเร่งอ่อนไปแล้วเผลอเหยียบหนักอาจจะเกิดเรื่องน่ากลัวได้ถ้ามีรถหรือสิ่งกีดขวางด้านหน้าใกล้ๆ เวลาถอนคันเร่งปล่อยเท้าเร็วๆ แรกๆ อาจจะรู้สึกไม่ค่อย smooth และความเร็วตกลงไว แต่พอชินเท้าแล้วจะขับสนุกและสบายมาก ยิ่งการขับทางไกลด้วย one pedal ถ้าไม่ได้ต้องมีเบรกในระยะประชิดจริงๆ เท้าแทบไม่ต้องขยับออกจากคันเร่งเลย ทำให้ช่วยลดอาการเมื่อยเท้าเวลาขับยาวๆ หรือลงเขาต่อเนื่อง ในภาพรวมความรู้สึกของ one pedal ถือว่าดี แต่ one pedal ที่ผมประทับใจสุดคือของ Nissan Leaf ที่ smooth สุด และมีปุ่มเปิดปิดต่างหากนอกจอที่สะดวกกว่า


ระบบช่วยขับขี่

มี autopilot ที่เรียกว่า Pilot Assist ที่ทำงานได้ดีมากถ้าเป็นถนนตรงยาวหรือโค้งเล็กน้อยที่ไม่ต้องชะลอ ตอนฝนตกหนักก็ยังรักษารถไว้ในเลนได้ดี สามารถปล่อยพวงมาลัยได้ถึงประมาณ 5 วินาทีจะเริ่มเตือนให้จับพวงมาลัยอีกรอบ เวลาเข้าโค้ง feeling พวงมาลัยตอนเข้าโค้งจะรู้สึกได้ว่าพวงมาลัยกำลังเลี้ยวแบบชัดเจนกว่า Tesla ที่บางทีเข้าโค้งแล้วแต่ตัวพวงมาลัยเหมือนไม่หักเลี้ยวให้รู้สึกเท่าไร จนบางทีต้องจับพวงมาลัยเติมหักเลี้ยวเพิ่มเองจนหลุดจากระบบ autosteer และเวลาวิ่งผ่านพวกสิบล้อ จะไม่หวาดเสียวเหมือน Tesla ที่พอเจอสิบล้ออยู่ข้างแล้วเหมือนจะงงๆ เป็นบางช่วงจังหวะ บางทีก็มีเบรก แต่ XC40 เวลาผ่านสิบล้อจะไม่มี sensitive เลย จะรักษารถให้อยู่ในเลนและรักษาความเร็วได้ดี และระบบนี้สามารถปรับความเร็วตามรถคันหน้าได้จนหยุดนิ่ง แต่ถ้ารถหน้าหยุดนิ่งไปแล้วเราหยุดด้วย แล้วถึงเวลาคันหน้าขยับอีกรอบ ต้องเหยียบคันเร่งตอนออกตัวเป็นการยืนยัน จะไม่ออกตัวเองตามคันหน้าต่อ แต่ข้อควรระวังของการใช้ Pilot Assist คือถ้าเป็นโค้งที่ต้องชะลอความเร็ว จะไม่ชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้งให้ ถ้าเป็นถนนโล่งไม่มีรถคันหน้าลดความเร็วก่อนเข้าโค้งให้ ต้องเหยียบเบรกหรือปิดระบบก่อนเข้าโค้งที่มีความโค้งเยอะๆ ก่อน


การออกตัว

กดคันเร่งเกือบมิดรถพุ่งไปข้างหน้าแบบเนียนๆ ไม่มีล้อฟรี ไม่มีอาการกระตุกหรือกระชากให้น่ากลัว ความรู้สึกเหมือนนั่งเก้าอี้ออฟฟิศที่มีล้อแล้วมีคนผลักเก้าอี้ไปด้วยความเร็วสูงแบบเพิ่มความเร็วไปเรื่อยๆ มองไปนอกหน้าต่างจะรู้สึกเร็วแต่ในรถไม่ได้รู้สึกเร็วมาก คนที่นั่งข้างไปด้วยบอกว่า Tesla Model 3 มีความรู้สึกถึงแรงดึงที่เหมือนเครื่องบิน take off ที่ให้ความรู้สึกถึงพลังที่ดุดันมากกว่า XC40 แม้ว่าตัวเลขอัตราเร่งในสเปกจะไม่หนีกันมาก แต่ XC40 ไปแบบค่อนข้างนิ่งกว่าแต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงดึง ผลักส่งยาวๆ นิ่มๆ ส่วนถ้าเหยียบไปเรื่อยๆ เพลินๆ ก็ไหลต่อเนื่องไปถึง 140-150 และยังได้อีกแบบไม่มีสะดุดและแรงไม่ตก เรียกว่าอัตราเร่งมีให้แบบเกินพอสำหรับการขับทั่วไป และจะขับแบบขับสนุกก็ทำได้แบบไม่น่ากลัว ผมยังไม่ได้ลองถึง top speed ที่ว่าล็อคแค่ 180 แต่ความเร็วในการใช้งานจริงก็ถือว่าสมรรถนะเหลือล้นมากเกินพอแล้วถ้าขับแบบทั่วไป คงมีน้อยครั้งที่จะได้เหยียบขนาดนั้น และรถไฟฟ้ายิ่งเหยียบหนักยิ่งกินแบต

ช่วงล่าง

นิ่มนวลขับสบาย นิ่มกว่า Model 3 แต่เวลาเจอถนน ตจว ที่เป็นคลื่นต่อเนื่อง จะสัมผัสได้ถึงอาการนิ่มย้วยเล็กน้อย แต่ถ้าไม่จับผิดก็แทบไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าช่วงล่างเฟิร์มอีกนิดจะ perfect เลยสำหรับคนที่ชอบขับแบบเร็วๆ รวมๆ ถือว่าให้ผ่านสำหรับการใช้งานปกติไม่ต้องทำอะไรเพิ่มก็พอได้ แต่ถ้าคิดจะขับเอามันส์ อยากได้เฟิร์มขึ้นนิดจะจบๆ


ภายในห้องโดยสาร

สำหรับ Volvo ตอนเป็นรถน้ำมันหรูยังไงตอนเป็นไฟฟ้าก็หรูเหมือนเดิม ภายในดีไซน์ไม่แตกต่างจากรถน้ำมัน แต่เป็นดีไซน์แบบรถทั่วไปที่ใช้งานได้ง่ายไม่ต้องปรับตัวเยอะ วัสดุดีในแบบที่ควรจะเป็นสำหรับรถราคานี้ หัวเกียร์เป็นหนัง มีไฟ ambient light อ่อนๆ ตามคอนโซลและแผงประตู เบาะค่อนข้างกระชับแต่นั่งนานๆ ไม่เมื่อย ตอนหลังมีพื้นที่พอสมควร เครื่องเสียงที่ให้มาเป็นลำโพงพรีเมียม Harman Kardon เสียงดีสมราคารถ ภายนอกดูเหมือนเล็กเพราะเป็นรถทรงกระจก 2 ตอนเหมือนพวก hatchback 5 ประตู ไม่ได้เป็นทรงกระจก 3 ตอนที่มีกระจกถัดจากประตูหลังแบบ SUV ทั่วไป ที่หลอกตาว่าดูใหญ่ได้ ถึงจะเป็นทรงรถแบบนี้แต่ความจริงข้างในไม่ได้อึดอัด ถ้าวัดเป็นตัวเลขเทียบกับคู่แข่งก็ไม่ได้เล็กเลย

กล้องรอบคัน

สามารถมองได้แบบ 360 องศาเวลาถอยจอด แต่บางจังหวะตอนเริ่มทำงานมีเบลอบ้างตรงขอบมุม ที่เป็นจุดต่อระหว่างภาพจากกล้องแต่ละตัว ละสักพักถึงกลับมาชัด ต้องใช้ความระมัดระวังในการมอง

ฝากระโปรงหน้า

มีที่เก็บของพร้อมกับมีฝาปิดอีกชั้น เหมาะสำหรับเก็บของที่ไม่ต้องการให้มีกลิ่นรบกวนห้องโดยสาร กับมีช่องให้เติมน้ำปัดน้ำฝน พวกอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนถูกซ่อนไว้หมด เพราะไม่จำเป็นต้องมีอะไรที่ให้ service ด้วยตัวเอง ถึงเปิดไว้ก็ service เองไม่ได้อยู่ดี 555


ลูกเล่นไฮไลท์ของคันนี้

คือการที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android Automotive ที่รองรับการใช้งาน Google เต็มรูปแบบ สามารถ login account Google เข้าจากในรถได้เลย และโหลดแอพเพิ่มได้เช่นพวกแอพฟังเพลงออนไลน์ต่างๆ ใช้งานได้แทบจะเหมือนมือถือเครื่องนึง แต่บางแอพ อย่าง Line ก็ไม่มีให้โหลด คือไม่ได้แปลว่าจะมีหมดทุกแอพเหมือนมือถือ แต่แอพที่มีให้โหลดจะเป็นแอพที่ออกแบบให้ใช้งานบนรถได้มากกว่า

ระบบแผนที่เรียกได้ว่าดีสุดในชีวิตการขับรถของผมที่เจอ เพราะใช้ Google Maps ได้และอ่านกับพิมพ์ภาษาไทยจากในรถได้สมบูรณ์ 100% ใช้งานหาสถานที่ต่างๆ ได้ครบถ้วนเหมือนใช้งานบนมือถือ ต่างจากระบบนำทางที่เป็นระบบพัฒนาเองของแต่ละยี่ห้อ ที่บางทีข้อมูลไม่ครบ ใช้งานหาสถานที่ภาษาไทยไม่ได้จริง หรืออัพเดทยุ่งยาก จนสุดท้ายไม่อยากใช้ และนอกจากนี้ตัวแผนที่ยังแสดงบนแผงหน้าปัดหน้าคนขับได้อีก ทำให้สะดวกในการใช้งาน โดยตัวแผนที่ที่โชว์บนหน้าปัด จะโชว์แผนที่ในบริเวณระยะใกล้ ส่วนบนจอกลางจะแสดงแผนที่ภาพกว้างระยะไกล แต่ซูมเข้าออกได้ คนที่นั่งมาด้วยก็สามารถช่วยดูเส้นทางจากจอกลางได้ โดยไม่รบกวนการนำทางสำหรับคนขับ

และสิ่งที่พิเศษสุดๆ คือ เมื่อกดนำทางไปแล้ว Google Maps จะคำนวณให้เลยว่าถึงปลายทางจะเหลือแบตเท่าไร ทั้งแบบขาเดียวและไปกลับ ซึ่งช่วยได้มากในเรื่องการวางแผนเดินทางและไม่กังวลเรื่องแบตหมดกลางทาง เพราะตัว % แบตที่คำนวณมาให้ มีความแม่นยำมากและถ้าขับไม่ถึง 110 km/h แบตจะเหลือมากกว่าที่ประเมินไว้ตอนก่อนเดินทาง 1-2% ทำให้เวลาขับถ้าขับตามแผน ผมแทบจะไม่กังวลเรื่องหาจุดชาร์จไฟเลย แม้บนหน้าปัดคนขับจะไม่บอกเลขกิโลที่เหลือที่จะวิ่งต่อได้ จะบอกเพียง % แบตเท่านั้น ถ้าอยากดูเลขกิโลที่เหลือที่วิ่งต่อได้จริงๆ ต้องกดปุ่ม Home ที่หน้าจอกลางแล้วดูตัวเลข Range


การชาร์จไฟและการใช้พลังงาน

เป็นเรื่องที่ user หลายคนบ่นกันมากเรื่องกินไฟ แต่เห็นว่าตัว software update ล่าสุดนี้จะมีปรับปรุงเรื่องการกินไฟแล้ว แต่จากที่ผมเจอในครั้งนี้ ที่ความเร็ว 100-115 ขับทางไกลแบบเปิด pilot assist ช่วย เทียบตัวเลขแล้วจะวิ่งได้ประมาณ 330-370 โลถ้าแบตเต็ม ถึงแม้ว่าแบตจะใหญ่ถึง 75 kWh แต่การชาร์จก็ต้องใช้เวลานานเช่นกัน ถ้าใช้ตู้ชาร์จ PEA Volta ที่ปล่อยไฟแค่ 50 kW ก็รอเป็นชั่วโมงก็ยังไม่เต็ม การขับออกต่างจังหวัดของผมเลยต้องใช้สูตร ชาร์จให้พอไปถึงจุดชาร์จถัดไป และเผื่อระยะสำหรับจุดชาร์จสำรองอีกจุดหากจุดแรกใช้ไม่ได้ เพราะจะรอให้เต็ม 80% หรือ 100% ก็จะเสียเวลารอเกินไป และการชาร์จหลัง 80% ก็ยิ่งช้าลงอยู่แล้วด้วยครับสำหรับคันนี้

เรื่องการกินไฟกลายเป็นจุดตายสำคัญของรถคันนี้ ที่ทำให้ต้องแวะชาร์จค่อนข้างบ่อยหากต้องการความสบายใจในการเดินทางไกล แต่ Tesla Model 3 Long Range สามารถยิงยาวรวดเดียวเกิน 400 km ด้วยความเร็วเดินทางปกติได้ และมีมอเตอร์คู่เหมือนกันกับสมรรถนะอัตราเร่งเหนือกว่า ต้องยอมรับในเรื่องการจัดการพลังงานของเขาจริงๆ


สรุป

ถ้าหากคุณมีงบช่วง 2-3 ล้านนิดๆ เป็นรถที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาดและเรียกได้ว่าคุ้มสมราคาสุดๆ และที่สำคัญเป็นรถที่มี warranty จากศูนย์ครบถ้วน รองรับภาษาไทยและแผนที่เต็มรูปแบบที่ใช้งานได้ง่ายเหมือนใช้มือถือ การขับขี่ที่นุ่มนวลและแรง แต่เสียดายเรื่องการใช้พลังงานที่กินจุไปหน่อย กับหน้าตารถที่อาจจะดูไม่ล้ำไฮเทคมากนัก อันนี้แล้วแต่รสนิยม แต่ใช้งานง่ายสะดวกสบาย ถ้าหากคุณรับได้กับเรื่องการกินพลังงาน รับประกันว่าจะเป็นรถที่ขับแล้วลืมไม่ลง แต่ถ้าให้ผมซื้อเองใจผมเอียงมาทาง XC40 มากกว่า Tesla แบบชัดเจนละครับ แต่ถ้าถึงเวลาจะซื้อจริงๆ ก็อยากได้ C40 ไปเลยเพราะสเปกทุกอย่างเหมือน XC40 Pure Electric แต่ทรงสวยกว่า อันนี้ความชอบส่วนตัว

ถ้าหากคุณมีงบพอจะซื้อ Model 3 อยู่ในตัวเลือกและไม่ได้จำกัดรูปแบบตัวถังรถ ลองเปิดใจลองขับดู XC40 ก่อน แล้วจะพบว่ามีอะไรหลายอย่างที่เหนือกว่าครับ ถ้าคุณไม่ได้แคร์เรื่องวัสดุภายใน เรื่องจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ต้องการแค่รถหน้าตาและฟังก์ชั่นที่ดูล้ำๆ และวิ่งได้ไกลจริง Tesla ตอบโจทย์คุณได้ แต่ถ้าคุณต้องการความสุนทรีย์ในการขับขี่ ขับแล้วสบายเพลิดเพลินมากกว่า ใช้งานง่าย Volvo ไม่ผิดหวังครับ


เริ่มเปรียบเทียบเลย!

Share this content