
ย้อนอดีตกลับไปตอนกลางปี 2022 เมื่อ Neta เปิดตัว Neta V ในไทยครั้งแรก ที่ตอนนั้นเป็นรถ EV ที่ถูกมาก และได้รับความนิยมพอสมควร แต่ในตอนนี้ มือสองมีราคาที่ถูกมาก หากใครสนใจรุ่นนี้ เราก็ลงรีวิวเอาไว้ให้ ว่าความรู้สึกของรถรุ่นนี้เป็นไง ไว้อ้างอิงได้เบื้องต้น
สัมผัสจริงบนถนน กับ Neta V “ผมไม่อืดนะครับ” แต่พอมั้ยสำหรับการใช้งาน
ตัวรถขนาดไม่ได้เล็กแต่ทรงดูเหมือนเล็ก ขนาดจริงก็ไล่ๆ กับพวก Eco car ทั่วไป มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังถึง 95 แรงม้าซึ่งก็มากกว่า Eco car บางรุ่นด้วยซ้ำ
รายละเอียดตัวรถและลูกเล่นเบื้องต้น
- แบตเตอรี่ขับเคลื่อนของ CATL ระบายความร้อนแบบ liquid cooling ในรุ่นแรกที่เป็นแบต NMC ส่วนรุ่นหลังๆ เป็นแบต LFP
- อยู่ในเกียร์ P ไฟ daylight หน้ารถไม่ติด เหมาะกับคนที่ชอบจอดรถเปิดแอร์รอในรถ
- รถไม่มีปุ่มสตาร์ท ปลดล็อครถเข้าเกียร์พร้อมขับ
- ไฟเลี้ยวอยู่ซ้าย เกียร์อยู่ขวา กดเกียร์ D ลงอีกครั้งเป็น cruise control แบบ Tesla เลย
- มีช่อง USB เสียบกล้องหน้า
- สเปกความเร็ว โหมดปกติ top speed 110 km/h โหมด sport top speed 124 km/h แต่ในการ test ครั้งนี้ไม่ได้ลองถึงความเร็วเกิน 90
- การปรับระดับความหน่วง ทำได้ 3 ระดับ ปรับผ่านจอเท่านั้นไม่มีปุ่มแยก
- โหมดออกตัว มีโหมด “มือใหม่” ให้เลือกเพื่อความปลอดภัย ที่จะบังคับให้ต้องคาดเข็มขัดก่อนออกรถ
- มีระบบคันเร่งแบบ one pedal
- เครื่องเสียงปรับเสียงตามความเร็วได้
- มีระบบควบคุมการทรงตัว ESP
- การเชื่อมต่อมือถือกับจอรถ ต้องโหลดแอพ Carbitlink ก่อน ไม่มี Carplay หรือ Android Auto
- มีไฟหน้า auto
- เสียงสังเคราะห์เปิดปิดได้
- เลือกปิดจอได้หากรู้สึกแยงตาเวลาขับกลางคืน
- มีไฟแสดงสถานะชาร์จ แถวๆ กลางขอบล่างกระจกหน้า
- มี airbag 2 ลูก คู่หน้าเท่านั้น
- มีระบบวัดความดันลมยาง TPMS
- ถอยหลังมีเสียงสังเคราะห์ภายนอกรถดังให้รู้ แต่เสียงเบาไปนิด
- ปิดประตูไม่สนิทสักพักรถใส่เบรกมือไม่ให้ไปต่อ
- เบาะหลังพับแบบลงทั้งหมด พับแยกซ้ายขวาไม่ได้
- พวงมาลัยไม่สามารถปรับขึ้นลงหรือเข้าออกได้ แต่ปรับเบาะช่วยแล้วหาตำแหน่งขับได้ลงตัว ดีกว่า MG EP
การขับขี่

มีให้เลือก 2 โหมด ปกติ กับ sport ซึ่งตามสเปกจะต่างกันที่การล็อคความเร็วสูงสุด แต่น่าเสียดายที่การ test drive ครั้งนี้ยังไม่ได้มีโอกาสเหยียบเกิน 90 การขับโยกเปลี่ยนเลนแบบไวๆ ความเร็วแค่ 60 ก็มีอาการโยนชัดเจนให้เห็นแล้ว ส่วนช่วงล่าง ถ้าขับแบบคนปกติขับก็นุ่มดีสบายดี แต่ถ้าขับโหดๆ อาจจะไม่ถูกใจสายซิ่งเท่าไร แต่รถคันนี้เอาจริงลักษณะรถก็เน้นให้คนที่ใช้งานในเมืองเป็นหลักมากกว่าจะเอาไปขับแข่งลงสนาม
อัตราเร่ง แค่ในโหมดปกติเหยียบเต็มๆ ก็พุ่งแล้วมาทันใจ แซงหนีสิบล้อได้สบาย ออกตัวดีเกินคาด พวงมาลัยระยะหมุนแอบเยอะไปหน่อย
การขับขี่แบบ one pedal หรือใช้แป้นคันเร่งอย่างเดียว ไม่ค่อยมีแรงหน่วงตอนจะหยุดเท่าไร
ห้องโดยสาร ขนาดพอดีๆ สำหรับ 4 คน เบาะคนขับนั่งสบาย แต่เข่าซ้ายอาจจะชนคอนโซลกลางนิดๆ ด้านหลัง ผู้ใหญ่พอนั่งได้ ผมสูง 173 นั่งแล้วยังเหลือพื้นที่หัวประมาณหนึ่งกำปั้น ที่วางขาแคบแบบสอดขาได้พอดีๆ พื้นที่เบาะหลังรวมๆ ก็ขนาดใกล้เคียงประมาณ Mazda 2 แต่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดเท่า
จุดที่ประทับใจสุด กล้องหลังชัดมากกก ภาพชัดแบบ HD ใสๆ ดูดีเกินคาดกับรถราคาแบบนี้ จนรถหลายล้านบางรุ่นต้องมีอาย

ช่องชาร์จอยู่ทางด้านซ้าย แต่ด้านขวาเป็นฝาหลอกที่เปิดไม่ได้ คาดว่าติดมาจากสเปกจีนที่อาจจะเสียบหัวได้หลายแบบแล้วทำช่องเผื่อ ไม่ต้องตกใจนะครับทำไมเปิดไม่ได้ ผมส่องในแก้มข้างให้แล้วหลังฝาโล่งๆ เลย
สรุปเท่าที่สัมผัสเบื้องต้น ถ้ามองว่ามันเป็น Eco car ไฟฟ้า ก็ถือว่าเป็นรถขนาดกำลังดี ไม่เล็กเกินไป ใช้งานได้แบบรถปกติ ที่ตอบโจทย์คนเมืองที่ไม่ได้เน้นขับเร็ว แต่ก็แอบเปรี้ยวกับอัตราเร่งได้ถ้าอยากจะขับสนุกแบบขำๆ หรือต้องแซงขึ้นหนีสิบล้อให้พ้นแบบมั่นใจ ขับแล้วไม่มีอืดให้รำคาญใจ แต่ช่วงล่างอาจจะไม่เหมาะกับสายซิ่งสายขับโหด ฟังก์ชั่นมีให้มาพอตัว


