
แม้ตอนนี้ จะมีคู่แข่ง MPV EV ให้เลือกหลายเจ้า แต่ Xpeng X9 ต้องบอกว่า เป็นรถที่มีจุดเด่นในตัวเองมากทีเดียว ที่มีหลายอย่างที่คู่แข่งในกลุ่มนี้ยังไม่มี ทั้ง
- ระบบไฟ 800V ชาร์จเร็วทะลุ 300 kW รองรับการชาร์จเร็ว 20-80% ใน 22 นาที จากการทดสอบจริง
- การควบคุมรถ เดินหน้า-ถอยหลัง และจอด ผ่านแอพมือถือ จากนอกรถโดยไม่ต้องมีคนนั่ง
- Xcombo ที่สามารถสร้างชุดคำสั่ง ให้รถทำงานตามเงื่อนไขที่เรากำหนด ได้โดยอัตโนมัติ
- คาราโอเกะแบบไม่ใช้ไมค์ในรถ Karafun
- เบาะแถว 3 พับลงพื้นได้เรียบสนิทด้วยไฟฟ้า และปรับเอนได้เกือบราบ มีพื้นที่ใส่ของได้มากกว่า
- ระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้ขับเองได้ง่ายขึ้นมาก
- รูปทรงสไตล์ Coupe MPV เน้นความโฉบเฉี่ยว ล้ำ ไม่ดูเชย และเหมาะกับบุคลิกขับเองได้ด้วย
รีวิวนี้ จะเน้นเล่าด้านการขับ และการชาร์จเป็นหลัก เพราะในเรื่องความสะดวกสบายเบาะนั่งแถว 2 อันนี้จะขึ้นกับแต่ละรุ่นย่อยเลย
และครั้งนี้คือผมเป็นคนขับอย่างเดียว แต่ก็มีทริปนึง ที่ได้พาคนนั่งกันเกือบเต็ม 6 คน อยู่ด้วย
⚡ภาพรวม และทั่วๆ ไป
ในวันที่ลงรีวิวนี้ ตอนนี้ Xpeng X9 มีรุ่นย่อยทั้งหมดตามนี้ :
-
Xpeng X9 Executive
฿2,499,000 -
Xpeng X9 Executive Special Color Edition
฿2,539,000 -
Xpeng X9 Luxury
฿2,749,000 -
Xpeng X9 Luxury Special Color Edition
฿2,789,000
ทุกรุ่น ใช้แบต 101.5 kWh และยกเลิกรุ่น Premium แบตเล็กไป ดังนั้น เรื่องการขับขี่ต่างๆ และระยะทาง การชาร์จ อ้างอิงได้หมดเลย สำหรับรุ่นปัจจุบัน
ในการปรับราคาใหม่ จากรุ่น Premium แบตเล็ก 2.399 ล้าน เป็น Executive แบตใหญ่ 2.499 ล้าน
การที่เพิ่มมา 1 แสนจากเดิม แต่สิ่งที่เพิ่ม ให้มาคุ้มมาก เพราะได้ทั้งแบตใหญ่เหมือน Luxury และเบาะแถว 2 ที่มีฟังก์ชั่นการปรับมากขึ้น
โดยเบาะแถว 2 ของรุ่น Executive เป็นแบบ Zero Gravity 14 ทิศทาง พร้อมทางเดินตรงกลาง และมีจอแถว 2 บนเพดาน
ส่วน Luxury 2.749 ล้าน สิ่งที่เพิ่ม จะได้เบาะแถว 2 ขนาดใหญ่ 18 ทิศทาง เต็มพื้นที่ ไม่มีช่องทางเดินกลาง, หนัง Nappa และน้ำหอมภายในรถ
และล่าสุด ในรุ่น Luxury เอง ก็เพิ่มรุ่นพิเศษ Luxury Special Color Edition สีเทาด้าน กับค่าตัว 2,789,000
ได้ล้อ 20″ แม้จะขนาดเท่าเดิม แต่รุ่นนี้ได้ล้อลายพิเศษที่ต่างออกไป ดุมล้อตรงกลางเป็นแบบ floating cap ที่โลโก้ไม่หมุนตามล้อ แบบรถหรู และสีภายนอกใหม่ เทาด้าน และภายในก็ได้สีใหม่ ที่ต่างจากรุ่นย่อยอื่นๆ เป็นสีเทาอ่อน และตัว Executive ก็มี Special Color Edition ตกแต่งภายนอกแบบเดียวกัน สีเทาด้าน เช่นกัน เพิ่มจากรุ่นปกติ 40,000
และตั้งแต่รุ่น Executive เริ่มออกมา ก็มีการเพิ่มวัสดุนุ่มภายใน และพัฒนาด้านการเก็บเสียง โดยในตัวนี้ การเก็บเสียงโอเคเลยครับ ในบริเวณที่นั่งคนขับ ช่วงความเร็ว 110-120 km/h ยังเงียบ แต่ถ้าเจอถนนบางแบบ เสียงยางยังดัง แต่คนที่นั่งแถว 3 จริงๆ บอกว่ายังมีเสียงดังอยู่ โดยเฉพาะตรงซุ้มล้อ
ส่วนในจีน ล่าสุด มีรุ่นติดเครื่องยนต์ปั่นไฟ REEV หรือ EREV ที่ Xpeng จะเรียกว่า PowerX ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่าจะมาไทยมั้ย แต่ในรุ่น EV ปัจจุบันนี้ จริงๆ ระยะทางชาร์จครั้งนึงวิ่งได้เกิน 500 km และชาร์จเร็ว ไม่เกิน 30 นาที ก็เรียกว่าพอดี สำหรับการใช้งานส่วนใหญ่ในไทยอยู่แล้ว

🎧 เครื่องเสียง
สำหรับ X9 ทุกรุ่นย่อย มาพร้อมลำโพง Xopera 23 ตัว และเป็น 3D sound ด้วย เหมือนกันในทุกรุ่นย่อย
โดยเครื่องเสียง ให้คุณภาพที่ดี โดยโหมดเสียง ถ้าเลือกเป็นเสียงต้นฉบับ จะออกแหลมใส แต่ถ้าเลือกโหมดเสียง Dynamic จะเป็นเบสหนัก

🏎️การขับขี่
ฟีลท่านั่งคนขับ จะเหมือน SUV มากกว่ารถตู้ หรือ MPV ทั่วไป ระดับสายตาจะเทียบเท่ารถกระบะรุ่นไม่ยกสูง ซึ่งในกลุ่ม MPV ไฟฟ้า จะเป็นท่านั่งลักษณะนี้กันหมด ยกเว้น Denza D9 ที่ยังคงเป็นท่านั่งขับแบบรถตู้ที่นั่งสูง
สำหรับเสาหน้าที่ยื่นออกมามาก แรกๆ ก่อนขับ ดูเหมือนจะแปลกๆ แต่พอเริ่มคุ้นกับรถแล้วก็ชิน และมีกล้อง 360 ช่วยได้อีกทีนึง
ในเรื่องท่านั่ง ใน X9 ถือว่าทำได้โอเคกว่า G6 มาก เพราะ G6 ผมยังรู้สึกว่าพวงมาลัยอยู่ค่อนข้างสูงแม้ปรับต่ำสุด ใน G6 เก่ารู้สึกชัด G6 ใหม่ดีขึ้น แต่ยังรู้สึกบ้าง ส่วน X9 ผมไม่มีปัญหาเลย
กระจกมองหลัง เป็นแบบสลับโหมดได้ทั้ง กระจกเงาแบบปกติ และกระจก digital โดยการกดปุ่มตรงกลางด้านบนกระจก โดยถ้าใช้โหมดกระจกเงาธรรมดา กลางคืน จะเป็นเงาออกฝ้านิดๆ แต่ถ้าใช้กระจก digital จะยังคงมีเงาสะท้อนบ้างเล็กน้อย
การออกตัว 0-100 km/h ยังมีล้อฟรีช่วง 70-80 km/h แต่ความเร็วจะค่อยๆ ไต่ขึ้นไปแบบนุ่มๆ สบายๆ ไม่กระชาก
🛞 ช่วงล่าง และระบบเลี้ยว 4 ล้อ
ช่วงล่าง เป็นแบบถุงลม dual chamber ที่ปรับแยกได้ทั้งความสูงและความแข็ง
ทาง Xpeng บอกว่าจะเป็นการ set มาให้อยู่ระดับกลางๆ ไม่นุ่มย้วยหรือแข็งตึงตังจนเกินไป
ซึ่งจากการขับจริง และลองปรับความสูง ความแข็ง ดูหลายๆ แบบ ก็จะเป็นฟีลตามนี้
- หากปรับช่วงล่างนุ่มสุด จะนุ่มแบบย้วยๆ คล้ายๆ Deepal S07
- หากปรับช่วงล่างนุ่มระดับกลาง ฟีลจะคล้าย Geely EX5 มีความแน่นมั่นใจขึ้นมาอีกระดับ แต่ยังมีเด้งๆ ตามผิวถนนไม่เรียบบ้าง
- ในช่วงล่างโหมด Sport ยังติดนุ่มยวบเล็กน้อย แต่ขับทางไกลดี สบาย ฟีลจะเหมือน Zeekr 7X ที่ปรับแบบนุ่ม แต่การเข้าโค้งแคบๆ ตรงทางขึ้นทางด่วนช่วงสุขาภิบาล 5 ที่ 72 km/h ยังผ่านได้สบาย
แต่ความนุ่มช่วงล่าง ถ้าปรับนุ่มสุด ก็ไม่ได้ถึงกับเรียกว่านุ่มเนียน ภาพรวมจะเป็นช่วงล่างที่ออกแนวกลางๆ ตามที่ Xpeng บอกจริงๆ ไม่ไปทางนุ่มเนียนสุดหรือสปอร์ตสุด
ช่วงล่าง หากปรับสูงที่สุด จะสูงขึ้น 40 mm แต่หากปรับทิ้งเอาไว้ ขึ้นรถกลับมาใหม่ จะกลับมาเป็นสูงกว่ามาตรฐาน 20 mm
แต่การปรับความสูงช่วงล่าง ก็มีผลอย่างมากกับฟีลช่วงล่าง ถ้าปรับช่วงล่างต่ำ ก็จะทำให้รู้สึกมีความแน่นขึ้น ถ้าจะให้แนะนำ อยากขับมั่นใจ ปรับช่วงล่างต่ำสุด กับโหมดช่วงล่าง Sport จะดีที่สุด แม้จะยังมีนุ่มยวบบ้าง แต่ถ้ามองในลักษณะการใช้งาน และทรงรถ ก็ไม่ได้เรียกว่าแย่ เพราะถ้าแข็งกว่านี้ ก็จะกลายเป็นเสียความสบายไป
แต่ถ้าจะให้ดีจริงๆ แนะนำ ควรไปลองขับเอง และลองไล่ปรับดูทีละโหมดช่วงล่าง ว่าชอบสไตล์ไหน เพราะช่วงล่างถุงลม ก็มีข้อดีตรง เราสามารถปรับแต่งได้หลากหลาย ทั้งความสูงและความแข็งช่วงล่าง ตามความชอบ และเวลาเจอลูกระนาด จะเห็นความต่างของความนุ่มแต่ละโหมดได้ชัด
ส่วนระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้การขับขี่ง่ายมากขึ้นจริง แม้ตัวรถจะยาวเกือบ 5.3 m โดยเฉพาะการกลับรถในที่แคบ หรือถอยกลับรถในซอยแคบ โดยระยะเลี้ยวกลับรถจะกินที่ประมาณ 2 เลนเท่านั้น
🚗ระบบช่วยขับ
ถ้าใครต้องการรถที่มีระบบช่วยขับที่ฟีลคล้ายคลึง Tesla แต่เป็นรถ MPV
X9 ก็จะเป็นคำตอบเดียวในตอนนี้ โดยมีทั้งระบบถอยจอดอัตโนมัติ และระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ กับระบบช่วยชะลอความเร็วในโค้ง ที่มีมาให้โดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม และระบบช่วยขับ ทำได้ดี แต่ยังขาดระบบช่วยเบี่ยงหลบรถใหญ่ และพวงมาลัยดึงกลับค่อนข้างแรง
แต่หากขืนพวงมาลัยระหว่างการใช้ระบบช่วยขับ ระบบ ICC จะหยุดชั่วคราว แล้วกลับมาควบคุมรถให้อยู่ในเลนอัตโนมัติอีกครั้ง จะไม่หลุดออกจากระบบกลายเป็น ACC ที่ควบคุมแต่ความเร็ว แล้วต้องกลับเข้ามาใหม่แบบบางยี่ห้อ แต่ระบบช่วยชะลอความเร็วในโค้ง ยังไม่ได้รู้สึกถึงการทำงานมากนัก
⚡ระยะวิ่งและการชาร์จ
ระยะวิ่ง WLTP บนรถ 100% โชว์ 590 km
แต่สรุปแล้ว 100% ทางไกล จริงๆ เน้นใช้ความเร็วแถวๆ 110 km/h จะวิ่งได้ราวๆ 548-570 km หรือ 1% ได้ 5.5-5.7 km แต่ถ้าวิ่งในเมือง หรือลดความเร็วลงมา มีโอกาสทำได้ระดับ 600 km
การกินไฟช่วง 17 ปลายๆ-18 kWh/100 km ถ้าเทียบกับขนาดรถ ที่นั่งได้ถึง 7 คน และมีขนาดใหญ่ ถือว่าทำได้โอเคเลย

การชาร์จ
เคลมไว้ที่ 317 kW แต่สามารถทำได้จริงมากสุดถึง 330-331 kW! กับตู้ Huawei 720 kW 500A
ระหว่างการชาร์จเร็ว เสียงพัดลมจะดังมากพอสมควร
⚡15-80% ใน 24 นาที
⚡20-80% ใน 22 นาที
การชาร์จ มีบางช่วง drop ช่วง 60-75%
ส่วนการชาร์จ 80-100% ทดสอบกับตู้ Elex 150 kW 400A หัว B
80-100% ใน 27 นาที

⚡สรุปการชาร์จ
20-80% ทำได้ใน 22 นาที เมื่อเจอตู้ไฟแรงระดับ 500A
ถ้า 15 นาที ก็จะได้ถึง 65-70% แล้ว จาก 20%
แต่การชาร์จช่วง 80-100% จะช้ากว่ามาก
หากคิดจากการวิ่งจริง 100% ได้ 570 km
ชาร์จ 15 นาที จะไปต่อได้ประมาณ 260 km เลย
หรือ 20 นาที ไปต่อได้มากกว่า 300 km!
เท่ากับว่า หากมีตู้ไฟแรงพอ การวิ่งไกลระดับ 800 km จะใช้เวลาแวะชาร์จไม่เกิน 20 นาที
แต่หากเจอตู้ 150 kW ที่มีทั่วไป คิดคร่าวๆ ชาร์จ 15 นาที จะวิ่งได้ประมาณ 191 km
เรียกได้ว่า ช่วงจอดพักรถ พักกินข้าว หากมีตู้ไฟแรงระหว่างทาง ก็จะใช้เวลาไม่นาน พอคนนั่งไปเข้าห้องน้ำ เข้าเซเว่นเสร็จ ก็ไปต่อได้อีกยาวๆ เรียกได้ว่า ปิดจุดอ่อนทั้งเรื่องระยะทางวิ่ง และเวลาชาร์จ ได้เกือบสมบูรณ์

⚡Software
ตอนที่ได้รีวิวนี้ ทาง Xpeng ให้สิทธิ์กับเราได้ใช้ฟังก์ชั่นบนแอพมือถืออย่างเต็มที่ โดยแอพ Xpeng นอกจากไว้ดูสถานะรถ หรือเป็น phone key ได้แล้ว ยังสามารถแชร์สถานที่ จาก Google Maps เข้าแผนที่ในรถได้ ซึ่งแผนที่ในรถ มีบอก % แบตเมื่อถึงปลายทางด้วย แต่ของจริงจะกินกว่าที่คิดไว้ ถ้าวิ่งความเร็ว 110 km/h
และไฮไลต์คือ การควบคุมรถ summon เดินหน้าถอยหลังได้จากมือถือนอกรถ และระบบจอดรถอัตโนมัติจากระยะไกล
กับมี Xcombo ที่สามารถสร้างชุดคำสั่ง ให้รถทำงานตามเงื่อนไขที่เรากำหนด ได้โดยอัตโนมัติ เช่น ให้เปิดแอร์คาไว้เมื่อคนขับไม่ได้นั่งอยู่ หรือปรับโหมดการขับขี่ Sport อัตโนมัติ เมื่อถึงความเร็วที่กำหนดและไม่มีคนนั่งข้าง
โดย Xcombo เราสามารถกำหนดให้รถเรียกใช้ function ที่ต้องการ ได้ โดยอิงเงื่อนไขต่างๆ เช่น ความเร็วรถ, อุณหภูมิ, การมีหรือไม่มีผู้โดยสารนั่ง, ตำแหน่งปัดน้ำฝน ที่เป็นความเหนือชั้นด้าน software ที่ค่ายอื่นไม่ค่อยมีแบบนี้ ซึ่งนอกจาก Xpeng ก็จะมี Leapmotor ที่ทำได้คล้ายกัน แต่ไม่ละเอียดเท่า Xcombo และ Xcombo สามารถแชร์ให้คนอื่นใช้ได้โดยการก๊อป code แต่ Xcombo จะไม่ไปตามรถ Xpeng คันใหม่โดยอัตโนมัติ เช่น ผมเปลี่ยนจาก X9 ไปเป็น G6 AWD ด้วย account เดิม ต้องก๊อป code Xcombo อันเก่าแล้ว search หา จะไม่ได้ย้ายไปตาม user
สำหรับ XOS 5.8 ที่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดที่อยู่ในรถเทสนี้ด้วย ก็มีเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ๆ รวมไปถึง คาราโอเกะแบบไม่ใช้ไมค์ Karafun ซึ่งเวลาร้อง เสียงจะออกที่ลำโพงรอบคันในรถ จะก้องๆ หน่อย เน้นความบันเทิงร่วมกันทั้งคัน 555 แต่ Karafun จะไม่ใช่เสียงดนตรี original ของเพลงนั้นจริงๆ จะเป็นเสียงดนตรีสังเคราะห์ และยังไม่ค่อยมีเพลงไทย

🚗 โดยสรุป
ภาพรวม Xpeng X9 เรียกว่า คือรถ MPV ไฟฟ้า ที่ให้ความล้ำมาแบบเต็มที่ ตอบโจทย์ครบทั้งวิ่งไกลชาร์จเร็ว แต่ยังทำมาให้เจ้าของขับเองได้ง่าย จะขับเองก็ได้ มีคนขับก็ดี ลุคไม่เชยและไม่แก่ และมีพื้นที่ขนของได้จริงเหลือๆ
และเรื่อง software ถือว่าเลิศสุดในรถจีนที่ขายไทยแล้วตอนนี้ แต่หากจะขับซิ่งๆ ช่วงล่างไม่ได้เน้นสปอร์ต เน้นให้โดยสารสบายมากกว่า แต่ก็ไม่ได้นุ่มแบบละเมียดละไม เป็นช่วงล่างใช้งานแบบกลางๆ ที่ดี แต่จะไม่นุ่มสุดหรือสปอร์ตมั่นใจสุด
จากที่สัมผัสมา 2 รุ่นในค่ายนี้ ทั้ง G6 และ X9 ถ้าให้ต้องเลือก 1 คันจาก Xpeng ผมรู้สึกถูกใจกับ X9 มาก เพราะหลายๆ อย่างดูดีและลงตัวกว่า G6 ขึ้นไปอีกระดับ ทั้งประสบการณ์ขับขี่ เบาะนั่ง ท่านั่งที่ลงตัวกว่า และเครื่องเสียง
⚡จุดที่ชอบ
- วิ่งไกล ชาร์จเร็ว
- รูปลักษณ์ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยว
- ระบบเลี้ยว 4 ล้อ
- ขับเองได้ง่าย
- เบาะแถว 3 พับได้ราบเมื่อไม่ใช้
- Software ล้ำสุดในกลุ่ม
⚡จุดที่ไม่ชอบ
- ตะแกรงช่องแอร์กลาง อยู่ในตำแหน่งที่เสี่ยงเศษต่างๆ ร่วง สำหรับคนชอบกินขนมในรถ และเมื่อเปิดแอร์เย็นจัด จะมีหยดน้ำควบแน่น
- ยังไม่มีระบบเบี่ยงหลบรถใหญ่
- ช่วงล่างในโหมด Sport ยังไม่ได้เฟิร์มมาก
Gallery


























