
ตอบข้อสงสัยมือใหม่ : App สถานีชาร์จ จะถามรุ่นรถไปทำไม? ถ้ารุ่นเราแปลก ใหม่ไป ไม่มีใน list จะชาร์จได้มั้ย?
1. เลือกรุ่นไม่ตรง / ไม่มีรุ่นรถเราในลิสต์ = ชาร์จได้ปกติ!
การเลือกรุ่นรถในแอพ หรือการกรอกเลขทะเบียนไม่ตรง ไม่มีผลใดๆ ทางเทคนิค ต่อประสิทธิภาพการชาร์จ
เพราะการจ่ายไฟ เป็นเรื่องการสื่อสารทางไฟฟ้าระหว่าง “รถ” กับ “ตู้ชาร์จ” โดยตรง ระบบไม่ได้ไปดึงข้อมูลจาก Database มาตัดสิน ว่าต้องจ่ายไฟเท่าไหร่ แต่จะคุยกันหน้างาน ว่ารถรับได้เท่าไหร่ และตู้จ่ายไหวแค่ไหน
ดังนั้น:
รถรุ่นใหม่เกิน database → ชาร์จได้
รถนำเข้าอิสระ (เกรย์) → ชาร์จได้
เลือกรุ่นใกล้เคียงหรือมั่ว → ไม่กระทบการจ่ายไฟ
2. แล้วถ้าชาร์จไม่เข้า เป็นเพราะแอพ ไม่มีชื่อรถเราหรือเปล่า?
ไม่ใช่ครับ! หากรถรุ่นใหม่มากๆ หรือรถนำเข้าอิสระ (เกรย์) ชาร์จกับตู้บางยี่ห้อไม่ได้ สาเหตุไม่ใช่เพราะแอพไม่มีชื่อรถ แต่เป็นเรื่องของ Software (Firmware) และ Setting ทางไฟฟ้า เช่น:
– ค่าความเป็นฉนวน : หากรถหรือตู้ตั้งเกณฑ์ไว้เข้มงวดต่างกัน ระบบจะตัดการทำงานเพื่อความปลอดภัย
– ภาษาที่ใช้คุยกัน (Protocol): ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการ update firmware ของฝั่งรถหรือฝั่งตู้ เพื่อให้ “คุยภาษาเดียวกัน” ได้นั่นเอง
3. แล้วแอพต่างๆ จะให้เรากรอกรุ่นรถไปเพื่ออะไร?
– ช่วยกรองสถานี: บางแอพ จะช่วยคัดเลือกเฉพาะสถานีที่มีหัวชาร์จ ที่รถเราใช้ได้ (แม้ในไทย รถส่วนใหญ่จะเป็น CCS2 เหมือนกันเกือบหมดก็ตาม ทำให้ไม่ค่อยเห็นผลต่าง)
– แยก Record การใช้งานแต่ละคัน : เหมาะมากสำหรับคนที่มีรถ EV หลายคันในบ้าน ช่วยให้ดูประวัติการชาร์จ และค่าใช้จ่ายแยก แต่ละคันได้ง่ายขึ้น
– ความถูกต้องของเอกสาร : การกรอกเลขทะเบียนให้ถูกต้อง สำคัญมากสำหรับการออก “ใบกำกับภาษี” ที่ถูกต้อง หากต้องนำไปใช้ต่อ โดยเฉพาะบางแอพอย่าง PEA Volta หรือ Elexa ที่มีระบบส่งใบกำกับภาษีเข้าอีเมล โดยอัตโนมัติ
– ใช้เก็บสถิติผู้ใช้งาน ของฝั่ง Operator
สรุป
ถ้าหารุ่นรถตัวเองไม่เจอ เลือก “รุ่นใกล้เคียง” หรือ “รุ่นอะไรก็ได้” ไปก่อนได้เลยครับ ขอแค่ “หัวชาร์จเสียบกันได้” และ “ตู้กับรถคุยกันรู้เรื่อง” ไฟก็เข้าแน่นอน!
