เรื่องแรก ที่มือใหม่หัดขับ EV ต้องรู้!

อัพเดทล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026


สำหรับบทความนี้ เราเขียนเพื่อให้ผู้ที่เริ่มต้นจับรถ EV โดยที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน ได้รู้เบื้องต้น ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง เพราะจะมีบางอย่าง ที่แตกต่างจากรถทั่วไป


ระยะทางวิ่ง

การโฆษณาเลขระยะทางวิ่งสูงสุด จาก 100-0% แต่ละค่าย มักจะเลือกผลตามมาตรฐานการทดสอบ ที่ได้เลขสูงที่สุด
ในไทยที่นิยมใช้ จะมีมาตรฐาน NEDC มากที่สุด กับ WLTP มีบ้างแต่ไม่มาก ซึ่งมักจะระบุไว้ในสเปกรถ เวลาบอกระยะที่วิ่งได้ ให้มองหา 2 คำนี้
ซึ่ง WLTP จะให้ค่าที่น่าเชื่อถือกว่า แต่ตัวเลขจะน้อยกว่า NEDC ในรถคันเดียวกัน ทำให้หลายค่ายชอบใช้ค่า NEDC ในการโฆษณามากกว่า

หากค่ายไหนไม่ระบุมาตรฐานตัวเลขระยะทาง บอกแต่ตัวเลขเฉยๆ ให้คูณ 0.7-0.8 กับระยะทางวิ่งที่โฆษณาไว้ จะได้ระยะทางวิ่งประมาณการ ที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงจนแบตหมด แต่ในการใช้งานจริงไม่ควรให้แบตเหลือต่ำกว่า 20%

การใช้งานจริง เราจะมักใช้ช่วง 20-100% ทางไกล ชาร์จเต็มจากบ้าน และ 20-80% ในการชาร์จนอกบ้าน และการใช้งานทั่วไป
แต่รถที่ระบุว่าเป็นแบต LFP ใช้ 20-100% ได้ทุกโอกาส

แต่ในการชาร์จนอกบ้าน การชาร์จหลัง 80-90% จะเริ่มช้าลงมาก และอาจไม่คุ้มรอ ไม่ว่าจะเป็นรถแบตชนิดใด
และการชาร์จโดยทั่วไป การชาร์จไม่เกิน 80-90% จะช่วยถนอมแบตได้ด้วย (แต่รถแบต LFP ชาร์จเต็มได้ตลอด กรณีจะใช้งานแน่นอนวันรุ่งขึ้น แต่ถ้าชาร์จเต็มต้องรีบใช้หลังชาร์จ)

หากอยากคำนวณระยะวิ่งจริงของรถแต่ละรุ่น ง่ายๆ เรามีเครื่องมือคำนวณให้แล้ว ตามช่วงความเร็วที่ใช้และรุ่นรถ สามารถใช้งานได้ที่นี่ :
คำนวณระยะวิ่ง https://clubcharge.net/calculator/
คำนวณจุดแวะชาร์จ และเวลาเดินทาง https://clubcharge.net/ev-route-calculator/

อธิบายเพิ่มเติมเรื่องระยะวิ่งที่คลิปนี้ :


การสตาร์ทรถ

เนื่องจากรถ EV (และรถไฮบริดด้วย) จะไม่มีเสียงเวลาจอดนิ่งๆ และไม่มีเสียงบอกให้รู้เหมือนการติดเครื่องยนต์
จึงต้องดูไฟบนแผงหน้าปัดเป็นหลัก ตอนกดปุ่มสตาร์ทหรือเหยียบเบรก ว่าขึ้นไฟ Ready หรือ OK สีเขียว หรือขึ้น 0 km/h หรือยัง แต่ในบางคัน มักจะมีรูปรถที่หน้าปัด โดยเวลาจอดจะเป็นรูปรถหันหน้าเฉียง แต่พอเข้าเกียร์ D จะเปลี่ยนเป็นรูปท้ายรถ

ในรถ EV เจนก่อนๆ บางรุ่น หรือรถจากค่ายญี่ปุ่น จะยังเป็นระบบปุ่ม push start ถ้าใครเคยใช้รถที่เป็นระบบ push start มาก่อน ก็เหมือนเดิม วิธีการก็คือเหยียบเบรก กดปุ่มสตาร์ท แล้วดูสถานะไฟ Ready บนหน้าปัด ส่วนการดับรถ ก็ให้กดปุ่มสตาร์ทปิดการทำงานเหมือนปกติ

แต่ทีนี้ รถส่วนใหญ่รุ่นหลังๆ จะไม่ได้ใช้ปุ่มแล้ว แค่พกกุญแจไว้กับตัวแล้วเหยียบเบรก ถ้าเข้าเกียร์คือรถพร้อมขับทันที
แต่ในหลายๆ รุ่น ที่ใช้คีย์การ์ต NFC มักจะให้แตะบัตรบริเวณจุดชาร์จมือถือไร้สาย หรือใกล้ๆ แล้วเหยียบเบรก ระบบถึงติดให้ขับได้ เสร็จแล้วนำบัตรออก และการจะดับรถแบบนี้ ถ้าล็อครถ ก็คือดับการทำงานของรถเอง หรือหากต้องการดับแบบไม่ล็อครถ ก็เข้าเมนูที่จอกลาง ซึ่งมักอยู่ในหมวด Safety


การขับขี่

การเข้าเกียร์ในแต่ละรุ่น มักจะมีรูปแบบสวิตซ์ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละยี่ห้อ แต่โดยพื้นฐานจะมีเกียร์ R N D เหมือนเกียร์ออโต้ทั่วไปเลย
แต่ในปัจจุบัน หลายรุ่น นิยมใช้แบบก้านเกียร์ด้านขวา ไฟเลี้ยวด้านซ้าย

  • ตอนรถจอด กดลง 1 ครั้งเข้าเกียร์ D และตอนกำลังขับอยู่ในเกียร์ D กดลง 1 หรือ 2 ครั้งขึ้นกับยี่ห้อ เพื่อเปิดระบบช่วยขับ บางยี่ห้อใช้กด 1 ครั้งเพื่อเปิดการรักษาความเร็วเท่านั้น แต่ต้องคุมรถในเลนเอง และกด 2 ครั้งเพื่อให้รักษาความเร็ว และอยู่ในเลนอัตโนมัติด้วย
  • ตอนรถจอดและอยู่ในเกียร์ D ดันขึ้นค้างสั้นๆ เข้าเกียร์ N
  • ตอนรถจอด ดันขึ้นสุด เข้าเกียร์ R
  • เกียร์ P กดที่ปลายก้าน

แต่การออกตัว รถหลายๆ ยี่ห้อเวลาเข้าเกียร์ D ปล่อยเบรกแล้วรถไหลเองเหมือนรถทั่วไป แต่บางยี่ห้อสามารถปรับตั้งได้ว่าให้เข้าเกียร์ D แล้วรถยังไม่ขยับจนกว่าเหยียบคันเร่ง หรืออาจจะมีโหมด one pedal ที่ควบคุมการเร่งและเบรก โดยใช้เพียงการคุมน้ำหนักคันเร่ง ซึ่งหากไม่เหยียบคันเร่ง รถก็จะหยุดนิ่งเหมือนกัน แม้อยู่ในเกียร์ D

ส่วนการถอนคันเร่ง มักจะสัมผัสได้ถึงแรงหน่วงที่มากขึ้นกว่ารถปกติ และการหน่วงนี้จะทำให้ได้ไฟกลับเข้าแบตด้วย โดยเฉพาะหากลงสะพานหรือทางชันยาวๆ เช่นปล่อยไหลลงสะพานพระราม 9 จะเห็นชัดเจนว่า ความเร็วอาจจะตกหากถอนคันเร่ง ต่างจากรถน้ำมันที่บางทีถอนคันเร่งแล้วยังอยู่ในเกียร์สูง ที่รถอาจจะไหลลงเร็วขึ้นตามแรงดึงดูดของโลก แต่บางรุ่นก็สามารถปรับระดับความหน่วงได้ แต่บางรุ่นก็ปรับไม่ได้ โดยการตั้งค่ามักอยู่ในหมวด Regenerative, KERS, หรือระดับการกักเก็บพลังงาน


การชาร์จ

หากต้องออกไปใช้งานนอกบ้าน ต้องมีสมาร์ทโฟนที่โหลดแอพของตู้ชาร์จแต่ละยี่ห้อเอาไว้ เพื่อใช้ในการสั่งเริ่มชาร์จและจ่ายเงิน ยังไม่มีแอพเดียวที่สามารถใช้ได้หลายๆ ตู้

การจ่ายเงินของตู้ในไทยส่วนใหญ่ต้องทำผ่านแอพ แต่บางเจ้าเริ่มมีให้สแกนจ่าย โดยไม่ต้องมีแอพ เท่ากับว่าอยากใช้ตู้ทั้งหมด 5 ค่าย ก็ต้องยอมโหลด 5 แอพ
ส่วนถ้าจะเช็คตำแหน่งสถานีชาร์จให้ใช้แอพ Plugshare หรือ PugEV ซึ่งดูได้แต่ตำแหน่งสถานีรวมๆ ของทุกค่าย แต่ไม่สามารถใช้แทนแอพของแต่ละตู้ชาร์จได้

แอพที่มือใหม่ EV ควรมี : https://clubcharge.net/ev-app-must-have/

แต่การใช้งานตู้ชาร์จหลักๆ ก็เหมือนๆ กัน โหลดแอพ เสียบสาย สแกน QR code หน้าตู้ และบางค่ายจองเวลาล่วงหน้าได้ เช่น ปตท.

สำหรับการชาร์จเร็ว โดยปกติแนะนำให้ชาร์จจนถึง 80-90% หากชาร์จช่วง 80-100% ความเร็วในการชาร์จจะเริ่มช้าลง ยกเว้นรถที่ระบุว่าใช้แบตประเภท LFP ที่ชาร์จถึง 100% ได้ตลอด แต่โดยทั่วไป ไม่ว่ารถจะเป็นแบตอะไร ช่วงหลัง 90% จะเริ่มช้าลงแบบชัดเจน แต่ช่วง 80-90% บางคันยังได้เร็วประมาณนึง

สำหรับการชาร์จเร็ว หากชาร์จบ่อยจะมีโอกาสที่แบตจะเสื่อมเร็วกว่ารถที่ชาร์จช้าที่บ้าน แต่หากจำเป็นก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะความเสื่อมในระยะยาวอาจจะต่างกันราวๆ 2-3% แต่จากสถิติทั่วโลกและในไทย ไม่ได้มีความต่างถึงระดับหลัก 10%

หากไม่ได้ใช้รถเป็นระยะเวลานาน ไม่ควรให้แบตเหลือไฟน้อย ควรเหลือสัก 50-70% เพราะตัวรถมักจะต้องใช้ไฟในการเลี้ยงระบบต่างๆ เช่น i-smart, สัญญาณมือถือสำหรับรับคำสั่งต่างๆ ที่ควบคุมผ่านมือถือ และติดตามรถหาย ซึ่งหากแบตเหลือน้อยแล้วจอดนาน จะทำให้ไม่มีไฟไปเลี้ยงแบต 12V ลูกเล็ก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการสั่งสตาร์ทรถและเปิดรถ และหากปล่อยให้แบตลูกเล็กไฟหมดก็มีโอกาสทำให้รถเอ๋อได้


การบำรุงรักษา

หลายคนคงได้ยินมาว่ารถไฟฟ้าไม่มีน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง กรองอากาศ และพวกอะไหล่สึกหรอต่างๆ
แต่ที่จริงยังมีส่วนประกอบอื่นๆ รอบๆ ที่ยังคงมีอยู่ ไม่แตกต่างจากรถน้ำมัน แต่ก็ไม่ใช่ของที่ต้องเปลี่ยนบ่อย เท่าของที่อยู่กับเครื่องยนต์โดยตรง

รถไฟฟ้ายังคงมีหม้อน้ำ แต่ไม่ได้มีความร้อนในการทำงานสูงเท่ารถน้ำมัน จะเอามาใช้ในการระบายความร้อนแบตกับมอเตอร์เป็นหลัก
แล้วก็ยังคงมีกรองแอร์ น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้ายอยู่ แต่ว่าก็ไม่ใช่ของที่ต้องเปลี่ยนบ่อยเหมือนน้ำมันเครื่อง โดยน้ำมันต่างๆ มักจะมีรอบเปลี่ยนช่วงประมาณทุกๆ 40,000 หรือ 80,000 km ขึ้นกับยี่ห้อ และแบตเตอรี่ลูกเล็ก 12V ที่ต้องเปลี่ยนประมาณทุกๆ 2 ปี

การบำรุงรักษาตามรอบ มักจะเป็นการเช็คสภาพทั่วไป สลับยาง เปลี่ยนหรือทำความสะอาดกรองแอร์ แต่จะมีหนักๆ ช่วงทุก 40,000 หรือ 80,000 km แล้วแต่รุ่น ที่เริ่มมีเปลี่ยนของเหลว ซึ่งปกติรถ EV บ้านๆ ค่าใช้จ่ายตามรอบ 10,000-20,000 km มักอยู่ในช่วง 1000-3000 บาท (บางยี่ห้อมีฟรีค่าบำรุงรักษา ก็จะไม่เสียเลยในช่วงก่อน 40,000 หรือ 80,000 km) แต่ช่วง 40,000 หรือ 80,000 km จะต่างกันประมาณ 3-4 เท่าตัว หรืออยู่แถวๆ ประมาณ 7000-8000 บาท ถ้ารถ EV บ้านๆ ทั่วไป จะจ่ายเยอะแค่ที่รอบทุกๆ 80,000 km หากเป็นรถมอเตอร์คู่ ต้องเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ 2 ชุด จะทำให้แพงกว่ารถมอเตอร์เดียว

การบำรุงรักษาเพิ่มเติม ที่นิยมทำ คือการถอดกันชนล้างแผงแอร์ ซึ่งเริ่มมีอู่อิสระหลายเจ้ารับล้าง เพราะการใช้งานหลายๆ หมื่นกิโลเมตร ทำให้มักมีเศษใบไม้ และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เข้ามา และรถบางรุ่นเป็นแผงแอร์แบบเฉียง ยิ่งดักเศษได้ง่าย การล้างจะช่วยให้ระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ดีขึ้นด้วย และเพิ่มประสิทธิภาพของรถ เพราะแบตเตอรี่ก็มีระบบระบายความร้อน ซึ่งบางยี่ห้อก็ใช้ร่วมกับระบบแอร์

แล้วที่ได้ยินมาว่ารถไฟฟ้าไม่มีเกียร์ คือ? จริงๆ รถไฟฟ้าส่วนมากไม่มีการไล่เกียร์ 1-5 แต่ยังต้องมีเฟืองทดรอบจากมอเตอร์มาลงเพลาขับอยู่ดี ซึ่งเกียร์ของรถน้ำมัน ก็จะมีเฟืองหลายชุดเพิ่มขึ้นมาอีกสำหรับการเปลี่ยนเกียร์ แต่รถไฟฟ้าก็ยังมีเฟืองแต่ในจำนวนที่น้อยลงมาก ก็ยังคงต้องมีน้ำมันเกียร์สำหรับหล่อลื่นเฟืองต่างๆ อยู่ดี

ยังมีบทความเพิ่มเติมอีกที่น่ารู้ สำหรับมือใหม่ รวมไว้ให้ในนี้แล้วครับ : https://clubcharge.net/category/articles/newbie


เริ่มเปรียบเทียบเลย!

Share this content