รู้จักกับรูปแบบแพคแบตเตอรี่ EV



ทำไมบางทีเวลามีรถ EV เกิดอุบัติเหตุ แล้วมักจะมีข่าวเรื่องเปลี่ยนแบตแพงอยู่เสมอๆ
รถ EV ทุกยี่ห้อ ถ้าเกิดเหตุอะไรกับแบต จำเป็นต้องเปลี่ยนยกลูกอย่างเดียวจริงหรือ?

มารู้จักรูปแบบการแพคแบตเตอรี่ของรถ EV กันดีกว่า ว่าทำไมบางแบบเปลี่ยนแค่ส่วนที่เสียได้ บางแบบก็ไม่ง่าย จนบางทีต้องตีเหมาเปลี่ยนยกลูก หรือที่เรียกว่า คืนทุนประกัน โดยหลักๆ ก็จะมี 3 แบบ ในบางแบบสามารถเปลี่ยนเซลล์ที่เสียหายเพียงบางส่วนได้ แต่ในบางแบบ การจะแกะเปลี่ยนภายในแบตเตอรี่ก็มักจะยากกว่า เพราะเป็นแพคแบบรวมโดยตรงระหว่างเซลล์กับเปลือกแบต

ดูรายละเอียดตามรูปแต่ละรูปได้เลยครับ


ภาพรวมของการแพคแบตทั้ง 3 แบบจากซ้ายไปขวา
1. Module 2. CTP 3. CTC/CTB
ที่มารูปภาพ : etekware

1. Module – เป็นเทคโนโลยีดั้งเดิม ให้นึกถึงถ่านไฟฉายในรีโมท เอาหลายๆ ก้อนมาต่อกันให้ได้แรงดันไฟฟ้าตามต้องการ ลงในกล่อง ถ้าถ่านหมดหรือมีปัญหาก้อนนึง อาจจะเปลี่ยนแค่ก้อนที่มีปัญหาก็ได้ง่ายๆ

แต่แบต EV ในชีวิตจริง ไม่ได้ต่อกันง่ายแบบเอาตูดชนหัวถ่านอีกก้อน แบบถ่านไฟฉาย แต่จะมีสายไฟหรือ busbar เชื่อมระหว่างขั้วของแบตแต่ละชุด และยังมีสายไฟสำหรับระบบจัดการแบตเตอรี่ หรือ BMS อีก ทำให้เสียพื้นที่ในการที่จะหลบเผื่อทั้งสายไฟ ระบบท่อน้ำหล่อเย็นแบต หรือขนาดตัวเซลล์แบตย่อยเองที่เป็นแพคๆ กับต้องมีการเสริมความแข็งแรงแพคแบตที่น้ำหนักมาก

แต่ข้อดีของ Module คือถ้าหาก 1 module มีปัญหา ก็สามารถเปลี่ยนเฉพาะ module ที่มีปัญหาได้ เช่นกรณี MG ZS EV 2022 น้ำเข้าแบตบางส่วน เสียหายเพียงบาง module ก็เปลี่ยนแต่ module ที่เสียหายได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมหรือเคลมไม่สูงมากนัก ในเคสนี้ เปลี่ยนทั้งหมด 3 module โดยตก module ละ 75,000 บาท

ตัวอย่างรถที่ใช้ : MG ZS EV, EP, Hyundai ioniq5 และรุ่นที่ใช้แพลตฟอร์ม E-GMP, Tesla model S,X, Volvo XC40 EV

ที่มารูปภาพ : MG (Official video), ภาพ module แบตแต่ละก้อนของ ZS EV และราคา จากผู้ใช้จริงท่านหนึ่ง 


2. CTP (Cell to pack) – ให้นึกถึงแบตเตอรี่มือถือสมัยยุค 2000 แบบถอดเปลี่ยนจากตัวเครื่องได้ แบตเตอรี่เป็นแพคชุดใหญ่ ถ้าเปลี่ยนก็มักจะต้องเปลี่ยนทั้งหมด ตอนนี้ข้อมูลด้านการซ่อมหรือเปลี่ยนเฉพาะเซลล์ที่มีปัญหา ยังไม่มีให้เห็นเท่าไร

สำหรับ BYD Blade Battery สามารถเปลี่ยนแต่เคสภายนอกได้ ถ้าไม่เสียหายถึงเซลล์ แต่ถ้ามีปัญหาถึงระดับเซลล์ ก็ยังต้องเปลี่ยนทั้งหมด เพราะมีการอัดกาวพิเศษไว้ และเป็นกาวที่มีคุณสมบัติระบายความร้อนด้วย

ด้วยความที่การจัดวางแบบ Module ทำให้เสียพื้นที่ใช้สอยทั้งในตัวแบตเอง น้ำหนักมาก และกระทบไปถึงพื้นที่ใช้สอยตัวรถ ทำให้ผู้ผลิตรถและแบต คิดค้นวิธีการแพคแบบ CTP ขึ้นมา ซึ่งจะลดขนาดของแบตเตอรี่ได้ หรือเพิ่มความจุแบตได้มากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม พร้อมกับเพิ่มความแข็งแรงทั้งแบตและตัวรถ เซลล์แบตเตอรี่ย่อยๆ ก็จะรวมกันในแพคแบตทีเดียวโดยตรง ไม่ต้องรวมเป็น Module แล้วเอา Module มารวมอีกที ข้อดีหลักๆ คือทำให้แบตเล็กลง จุมากขึ้น ลดน้ำหนักโครงสร้างแพคแบตได้ และทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรียกว่าเป็นระบบที่ดีมากสำหรับการนำมาใช้ ถ้าไม่ได้มีเกิดอุบัติเหตุหนัก แต่ข้อเสียก็อย่างที่เห็นครับ หากมีปัญหาจะไม่สามารถแกะเปลี่ยนเซลล์มาได้โดยง่ายเท่าแบบ module

ตัวอย่างรถที่ใช้ : BYD ทุกรุ่นที่เป็น Blade Battery ยกเว้น Seal จะเป็นแบบต่อไปที่จะพูดถึง

ที่มารูปภาพ : Licarco


3. Structural battery, CTB (Cell to body) หรือ CTC (Cell to chassis) – ให้นึกถึงแบตเตอรี่มือถือยุคปัจจุบัน ที่เปิดฝาหลังไม่ได้ ถ้าหากมีปัญหาต้องผ่าหรือแกะตัวถังออกมา

การแพคลักษณะนี้ เป็นการต่อยอดอีกขั้นจาก CTP โดยวิธีการแพคภายในเหมือนกัน แต่แทนที่จะใช้เคสแบตด้านนอกที่แยกจากตัวถัง ก็ใช้พื้นตัวถังหรือแชสซีส์ เป็นเคสแบตไปเลยโดยตรง ลดน้ำหนักตัวรถ ลดโครงสร้างไปได้อีก และเพิ่มความแข็งแรง โดยให้ภายในแบตเตอรี่ช่วยรับแรงอีกทีด้วย ทำให้เป็นรถที่มีความแข็งแรงสุดๆ อย่าง Tesla Model Y ใช้เคสแบตเป็นพื้นรถที่ยึดเบาะไปเลย แน่นอนว่าหลายคนมีข้อกังวลว่าถ้าแบตเป็นส่วนนึงของตัวถัง จะต้องทิ้งรถเลยมั้ยถ้าชนหรือแบตมีปัญหา ซึ่งทาง Tesla อ้างว่าสามารถแยกชิ้นส่วนแบตหรือเซลล์ได้

ตัวอย่างรถที่ใช้ : Tesla Model Y, Leapmotor C10, BYD Seal

ที่มารูปภาพ : Teslarati


เริ่มเปรียบเทียบเลย!

Share this content