Checklist รับรถ EV ใหม่ ต้องรู้อะไรบ้าง?

อัพเดทล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026


หลังจาก Motor Expo จบลง ช่วงนี้ก็เริ่มเข้าเฟสของการส่งมอบรถบ้างแล้ว โดยบางรุ่น ก็เพิ่งถึงท่าเรือ และบางรุ่น เปิดโอกาสให้ลูกค้าไปรับเองได้ถึงท่าเรือเลย! แต่อาจจะไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจความเรียบร้อยจากศูนย์บริการ ในระดับเท่าปกติ วันนี้ผมเลยทำ list ง่ายๆ ที่ใช้ได้กับทุกกรณี ทั้งไปรับรถที่ศูนย์ หรือท่าเรือ ว่าจะต้องดูอะไรบ้าง และมีอะไรจะต้องรู้บ้างก่อนใช้งาน?


🚗 การตรวจสอบเบื้องต้น

  • ระยะไมล์ หากขึ้นแถวๆ 20-50 km เป็นเรื่องปกติ เพราะอาจมีช่วงที่ขับทดสอบตอนผลิต หรือขับขึ้นลงเรือ หรือบางครั้งอาจขึ้นมาถึงหลักร้อย หากมีการขับข้ามศูนย์ แต่ส่วนมากมักใช้รถสไลด์หรือรถบรรทุกขนมา ไมล์มักจะไม่ค่อยขึ้นง่ายๆ
  • เลขตัวถัง ในเอกสาร ใบจอง ใบส่งมอบ และตัวรถ ตรงกัน
  • เช็ค เอกสารที่เกี่ยวข้องกับตัวรถทั้งหมด ประกัน คู่มือประจำรถ กุญแจสำรอง อุปกรณ์เสริม สายชาร์จฉุกเฉิน หรือ wall charge ที่จะมีมาให้ในวันรับรถ ถ้ามี หรือหากอุปกรณ์เสริมส่งมอบไม่ได้ในวันนั้น ให้ตกลงให้เคลียร์
    ในบางรุ่น จะไม่มียางอะไหล่ แต่จะเป็นเครื่องสูบลมยาง และน้ำยาปะยาง และบางรุ่นมีอุปกรณ์ถอดฝาครอบล้อด้วย
  • ในรถรุ่นใหม่ๆ อาจมีกล้องบันทึกภาพ นอกรถหรือในรถ ทำให้มีโอกาสทราบว่า รถคันนี้ อาจจะเคยเป็นตัวโชว์หรือ demo หรือรถทดสอบได้ หากมีภาพที่ถูกบันทึกไว้ใน memory ของรถ ให้ตรวจสอบในแอพอัลบั้มรูป หรือ Gallery ของตัวรถ ถ้ามี

🛞เช็คตำหนิโดยทั่วไป

  • ตัวถังภายนอก โดยทั่วไป ไม่มีรอยบุบ ในบางรุ่นอาจมีฟิล์มกันรอยสีขาวแปะไว้ตามขอบคิ้วต่างๆ
    ระยะห่างช่องไฟ ประตู ชิ้นส่วนตัวถัง เท่ากันมั้ย การเปิดปิดประตู ฝากระโปรง ต้องทำได้ง่าย
  • สภาพยางรถยนต์ และยางปัดน้ำฝน ดูสัปดาห์และปีของยางที่แก้มยางรถยนต์ มักจะปั๊มอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมหรือรูปแคปซูล เป็นเลข 4 หลัก เช่น 4825 คือสัปดาห์ที่ 48/ ปี 2025
  • ลักษณะภายนอกของแบตเตอรี่ใต้ท้อง (รอยขูด/กระแทก/บุบ) ตามที่มองเห็นได้
  • สภาพของสายไฟแรงดันสูงสีส้ม และขั้วต่อ ในส่วนที่มองเห็น
  • สภาพของขั้วพอร์ตชาร์จ เมื่อเปิดฝาชาร์จ ไม่มีงอ
  • ช่วงล่าง ไม่มีคราบน้ำมันซึม หรือสนิม ฝาปิดใต้ท้องปิดเรียบร้อย
  • กระปุกของเหลว มีน้ำยาต่างๆ ในปริมาณที่พอดี
  • ตัวถังภายใน เบาะไม่ขาด ไม่เปื้อน ไม่มีวัสดุที่เผยอ
  • ดูปีที่ผลิตคร่าวๆ จากสายเข็มขัดนิรภัย

ทดสอบการทำงานของระบบต่างๆ

  • ระบบไฟฟ้า : ทดลองกระจกไฟฟ้า ไฟในรถ ลำโพง การปรับเบาะ เบาะนวด ร้อนเย็น ออพชั่นต่างๆ ทั้งหมด ว่าทำงานได้ปกติ
  • ระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณ : ทดลองเปิดไฟฉุกเฉิน ไฟหน้า ไฟท้าย ไฟสูง แตร ตรวจไฟเบรกเวลาเหยียบเบรก ให้คนช่วยดู
  • ระบบแอร์ : ทดลองโหมดต่างๆ ทั้งความแรงพัดลม การปรับทิศ การปรับอุณหภูมิแยกโซน
  • การชาร์จไฟ : หากที่ศูนย์มีจุดชาร์จก็ลองเลย

ตรวจสอบระบบไฟฟ้า และ software

  • ทดสอบการเชื่อมต่อ bluetooth และโทรศัพท์
  • สถานะ software version ณ วันที่ตรวจสอบ ซึ่งอาจพูดคุยกับกลุ่มผู้ใช้ได้ ว่าตอนนี้เวอร์ชั่นล่าสุดคือเวอร์ชั่นใด
    หากไม่ใช่ล่าสุด ควรให้ศูนย์อัพก่อน
  • แพคเกจสั่งซื้อเพิ่มเติมในปัจจุบัน (เช่น Premium connection, EAP, FSD, Adaptive M Suspension) มีการ activate แล้วหรือไม่
  • สถานะการเชื่อมต่อ (4G/5G/sim card) ทดลองใช้แอพ เช่น ระบบนำทาง, login เข้าแอพฟังเพลงออนไลน์, Carplay, Android Auto
    แต่ในรถบางยี่ห้อต้องรอส่งเรื่อง activate ให้บริษัทแม่เปิดใช้งานก่อน
  • การเชื่อมต่อแอพมือถือ หากมีโอกาสควร set ให้เรียบร้อยก่อนแยกย้าย

🚗การขับขี่

  • ลองไปกับเจ้าหน้าที่ หรือขับวนรอบศูนย์ก่อนคร่าวๆ ดูอาการเบื้องต้น แต่หากขับออกไปจากสถานที่รับรถแล้ว ให้บันทึกความผิดปกติอื่นๆ หลังการทดสอบขับขี่ และทดสอบฟังก์ชั่นการใช้งาน ถ่ายเลขไมล์และคลิปอาการที่พบ

🚗สิ่งที่ควรรู้ก่อนใช้รถ ทั้งเซลล์ ผู้ส่งมอบ และผู้ใช้รถ

ไฟเตือนสีส้ม เหลือง เขียว ต่างๆ ที่จะขึ้นเป็นปกติ เมื่อเปิดหรือปิดใช้งาน และไฟ Ready
หน้าจอการตั้งเวลาชาร์จ (Scheduled Charging)
  • การเข้าถึงคู่มือการใช้รถ และคู่มือปฏิบัติกรณีฉุกเฉิน
  • ตำแหน่งมือเปิดประตูจากภายในฉุกเฉิน แบบไม่ใช้ไฟฟ้า กรณีเป็นรถที่ใช้ปุ่มกดจากภายใน
  • รูกุญแจสำหรับการไขเปิดประตู ถ้ามี
  • การกดตัดไฟ ดับเครื่อง
  • วิธีการ reboot หน้าจอ เมื่อระบบค้าง
  • การปิดระบบช่วยขับต่างๆ และไฟเตือนสีส้ม เหลือง เขียว ต่างๆ ที่จะขึ้นเป็นปกติ เมื่อเปิดหรือปิดใช้งาน
  • วิธีปิด Passenger airbag
  • วิธีการปลดล็อคสายชาร์จที่ติดค้าง ซึ่งมักจะมีตัวดึงบริเวณภายในรถ ด้านหลังตำแหน่งจุดชาร์จ
  • ตำแหน่งแบตเตอรี่ลูกเล็ก 12V
  • จุดต่อสำหรับการ jump start กรณีเปิดรถไม่ได้ มักจะมีในรถที่เป็นมือจับแบบซ่อนและไม่มีรูกุญแจ
  • วิธีตั้งค่า Charge Limit เพื่อช่วยรักษาอายุแบตเตอรี่ เช่น กำหนดให้ชาร์จแค่ 80% หากไม่ได้เดินทางไกล
  • แอพที่จำเป็นต้องโหลด (ของรถ และของสถานีชาร์จ) เช่น แอพของผู้ผลิตรถ, แอพสำหรับสถานีชาร์จยอดนิยม
  • การตั้งเวลาชาร์จ (Scheduled Charging) เพื่อให้ชาร์จในช่วงที่ค่าไฟถูก เช่น เวลากลางคืน
  • วิธีดูสถานะระบบขับเคลื่อน และไฟ Ready/Not Ready เพื่อให้แน่ใจว่ารถพร้อมขับ และเข้าใจเวลาที่รถยังไม่พร้อมเคลื่อนที่
การปลดล็อคสายชาร์จที่ติดค้าง ซึ่งมักจะมีตัวดึงบริเวณภายในรถ

คลิปตัวอย่าง วันรับรถ Zeekr 7X พาไปดูการสอนการใช้งานรับรถ ร่วมกันเจ้าของรถ ซึ่งเป็นรถที่มีฟังก์ชั่นล้ำมากมาย และแปลกใหม่ มาดูกันว่า มีสิ่งใดที่ต้องรู้ก่อนใช้รถบ้าง โดยผมทำเป็น guideline คร่าวๆ ว่าควรรู้จุดไหนบ้าง หากเป็นรถยี่ห้ออื่น ถ้าไม่รู้ว่าจะต้องเรียนรู้จุดไหนบ้าง ที่สำคัญก่อนรับรถ ก็ยีดแนวทาง หัวข้อ ตามคลิปนี้ได้ แต่วิธีการในการเข้าเมนูแต่ละจุด อาจจะแตกต่างกันกับคันนี้


ขอให้มีความสุขกับรถคันใหม่ทุกท่านนะครับ


เริ่มเปรียบเทียบเลย!

Share this content