วิธีการวัดอัตราสิ้นเปลือง และระยะทางของรถ EV

อัพเดทล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026


ในแทบทุกครั้งที่ผมเอารถ EV แต่ละรุ่น มาทดลองวิ่งแบบทางยาวๆ รวมไปถึงการใช้งานจริงของรถ EV ที่ใช้อยู่แล้ว มักจะพบว่า ถ้าวิ่งในระยะสั้นไม่กี่กิโล ค่ามักจะมีโอกาสเพี้ยนได้มาก ดูเหมือนอัตราสิ้นเปลืองจะสูง โดยเฉพาะถ้าเร่งบ่อยเบรกบ่อย ตอนเร่งก็กินไฟมาก แต่พอวิ่งไปสักพักหลายๆ สิบกิโล ค่าอัตราสิ้นเปลืองจะเริ่ม make sense มากขึ้น ทำให้คนที่ลองสั้นๆ อาจมีโอกาสเข้าใจผิดได้ว่ารถกินไฟเยอะกว่าความเป็นจริงมาก


การวัดอัตราสิ้นเปลืองมีหลายแบบ มีทั้งแบบดูตัวเลข และแบบบ้านๆ อันนี้ขออธิบายวิธีการดูค่าก่อนของหน่วยแต่ละแบบนะครับ

km/kWh : วิ่งได้กี่กิโล ต่อการใช้ไฟ 1 หน่วย เลขยิ่งมากยิ่งดี วิ่งไกล

kWh/100 km : ใช้ไฟกี่หน่วย ต่อการวิ่ง 100 km เป็นรูปแบบที่รถหลายๆ ค่ายนิยมแสดงผล เลขยิ่งน้อยยิ่งดี ใช้ไฟน้อยลง และส่วนตัวผมก็มักจะชอบมองค่านี้
ถ้ารู้ว่ารถตัวเองแบต 50 kWh ต้องการวิ่งให้ได้ 300 โล แล้วตอนนั้นขับรถอยู่ ค่าโชว์ 15 kWh/100 km ก็เอา 15×3 = 45 kWh ยังไม่เกินความจุแบต ขับด้วยเรทอัตราสิ้นเปลืองเท่านี้ ยังวิ่งได้ถึงระยะที่ต้องการ สรุปก็คือเอาค่าอัตราสิ้นเปลือง คูณเลขหลักร้อยของระยะที่ต้องการวิ่งให้ได้ แล้วดูว่าเกิน kWh ของแบตมั้ย ถ้าไม่ได้ก็ขับให้อัตราสิ้นเปลืองลดลง

Wh/km : มักเจอใน Tesla ที่จริงก็เหมือน kWh/100 km แต่ค่ามากกว่า 10 เท่า อันนี้คือ ใช้ไฟกี่หน่วย ต่อการวิ่ง 1 km
ถ้า 15.5 kWh/100 km ก็คือ 155 Wh/km


ส่วนการวัดอัตราสิ้นเปลืองอีกวิธี โดยไม่สนใจตัวเลขหรือหน่วยข้างบน และเป็นวิธีแบบชาวบ้านมากขึ้น และผมก็ใช้บ่อยสำหรับการเทสรถแบบทางยาวมากๆ และสะท้อนการใช้งานจริง
ก็คือ set trip เป็น 0 km ตอนแบตเต็ม คล้ายรถน้ำมันที่เติมเต็มถัง แต่แทนที่จะดูว่าเติมน้ำมันเต็มถังกลับไปกี่ลิตร
(รถไฟฟ้าบางทีไปชาร์จข้างนอก ชาร์จกลับเต็ม 100% ไม่สะดวก เพราะจะช้ามากช่วงท้ายๆ)


ก็มาดูว่า ทุกๆ 10% วิ่งได้กี่กิโล ซึ่งวิธีนี้บอกเลยค่อนข้างแม่น และใช้ได้ดีมากด้วย จากประสบการณ์ตรง
ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับการขับเส้นทางต่างจังหวัด ระดับ 100-200 โลขึ้นไป ทีนี้พอรู้ว่า 10% หรือ 20% วิ่งได้ราวๆ นี้ ก็จะคาดการณ์ได้แล้วว่ารถจะวิ่งได้ระยะเท่าไรจนแบตหมด ก็เอากิโลที่วิ่งไปแล้วตอนใช้ไป 10% คูณ 10 จะได้ระยะทางต่อ 1 ชาร์จคร่าวๆ และทำให้ประเมินตัวเองสำหรับการขับทริปต่อไปได้ ว่าขับแบบนี้จะวิ่งได้เท่านี้ แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับการไปเทียบด้วยกันกับคันอื่น เหมาะสำหรับหาว่ารถตัวเองจะวิ่งได้จริงเท่าไรถ้าแบตเต็ม และขับทางไกล ควรหาที่ชาร์จก่อนมั้ย ถ้าคิดว่าระยะจะไปไม่ถึง หรือวิ่งจริงกินกว่าสเปกบนกระดาษ แต่ถ้าจะเทียบกับรถคันอื่น ให้แบบดูตัวเลขดีกว่าครับ

ส่วนวิธีการเทสแบบจับความเร็วคงที่ วิ่งความเร็วเดียวระยะทางสั้นๆ ค่าก็จะโดด จะกินกว่า ทั้งวัดตามตัวเลข หรือวัดแบบทุกๆ 10% ที่ผมใช้ เพราะไม่ได้ครอบคลุมค่าเฉลี่ย ตอนรถหยุด ติดไฟแดง ออกตัว หรือบางช่วงที่วิ่งช้าบ้างเร็วบ้าง ที่จะดึงตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองรวมให้ต่ำลงครับ


สรุป

การวัดค่าแบบตัวเลข ผมก็จะใช้วัดเพื่อเทียบกับรถคันอื่นๆ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขการขับแบบใช้งานจริง แต่ถ้า condition ไม่เหมาะสม เช่น ระยะทางสั้นไป มีการเร่งและเบรกบ่อยในช่วงสั้นๆ หรือวัดตอนความเร็วคงที่อย่างเดียว ก็ทำให้ค่าเพี้ยนไปได้

ส่วนการวัดแบบทุกๆ 10% วิ่งได้กี่โล ไว้ทำนายระยะทางรวมต่อ 1 ชาร์จ สำหรับการเดินทางไกลครับ


เริ่มเปรียบเทียบเลย!

Share this content