
ปกติแล้ว เวลาที่เราขับรถน้ำมันลงเขา มักจะถูกย้ำเสมอว่าให้ใช้เกียร์ต่ำ แต่ในรถ EV หลายๆ คนมักจะได้ยินประโยคที่ว่า “รถไฟฟ้ามีเกียร์เดียว” ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าอาจจะเป็นจริงในบางรุ่น เนื่องจากรถไฟฟ้ามีแรงบิดที่ครอบคลุมการใช้งานมากพอ ที่จะไม่ต้องทดเกียร์เพิ่มกำลัง
แต่ในการขับขี่จริงๆ ลักษณะของตำแหน่งเกียร์ แต่ละยี่ห้อก็ล้วนมีความแตกต่างกัน
เวลาขึ้นไปนั่งรถ EV อาจจะพบว่าตำแหน่งเกียร์เดินหน้าอาจจะมีแค่เกียร์ D ไม่มีเกียร์ที่ต่ำกว่านี้
แล้วทีนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาละครับ ว่าในเมื่อไม่มีเกียร์ต่ำให้เลือกจะทำยังไงได้บ้าง ไม่ให้รถไหลลงจากเขาเร็วเกินไป จนต้องแตะเบรกบ่อยๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมในการขับรถลงเขา
หลักการขับรถลงเขาจริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมาก แต่การที่รถไหลลงเร็ว เป็นเพราะมีแรงดึงดูดของโลกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
concept ทั้งหมดมีเพียงแค่ “ทำยังไงให้รถลงเขาด้วยความเร็วที่กำลังดี ควบคุมรถได้ง่าย โดยใช้แป้นเบรกให้น้อยที่สุด”
เนื่องจากการใช้เบรกยาวๆ จะทำให้เกิดความร้อนสูง จนเบรกไม่สามารถทำงานได้ดี จนเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้
สำหรับรถน้ำมัน การใช้เกียร์ต่ำ ก็เป็นการดึงกำลังจากเครื่องยนต์ ทำให้เกิดแรงหน่วงไม่ให้รถไหลเร็วเกินไป หรือที่เรียกว่า Engine brake
แต่ในรถยนต์ไฟฟ้า ในแง่ของวิธีการการขับ ก็ยังคง concept เดิมที่ว่าจะทำไงให้รถลงเขาด้วยความเร็วเหมาะสม
แล้วเราจะเอาแรงหน่วงมาจากไหนหากไม่มีเกียร์ต่ำให้ใช้?
ปกติแล้ว EV หลายๆ รุ่น แค่ถอนคันเร่งก็เกิดการหน่วงแล้ว
แต่ทีนี้ความต่างจะอยู่ตรงที่รถแต่ละรุ่น ระดับความหน่วงโดยปกติ ก็จะตั้งค่ามาไม่เท่ากัน บางรุ่นหน่วงมาก บางรุ่นหน่วงน้อย บางรุ่นมีปุ่ม หรือเมนูการขับขี่ ที่สามารถเพิ่มลดความหน่วงได้ ตามต้องการของคนขับ
ซึ่งการหน่วงนี้ ก็จะทำให้เกิดการชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ หรือที่เรียกว่า regenerative braking ทำให้การลงเขาหรือทางชัน กลายเป็นได้ไฟเพิ่มขึ้นมาโดยธรรมชาติ (ในรถ Hybrid ก็มีระบบ regenerative braking นี้เหมือนกัน)
และพอหักลบกับตอนขึ้นเขาที่ใช้พลังงานเยอะ ก็กลายเป็นว่าภาพรวมไม่ได้กินพลังงานไปมากเท่าไร ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบ และเป็นอีกจุดเด่นของ EV ที่รถน้ำมันที่ไม่ใช่ hybrid ไม่สามารถสร้างพลังงานเพิ่มจากการลงเขาได้
สำหรับรถ EV จะแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ในแง่ของวิธีการปรับความหน่วง เพื่อช่วยในการลงเขา
ลักษณะก็จะเหมือนการลดเกียร์เพื่อช่วยลงเขา แต่ไม่ได้มีคุณสมบัติในการช่วยลดเกียร์เพื่อเพิ่มอัตราเร่ง
- รถที่มีเกียร์เดินหน้า D อย่างเดียว ไม่มีเกียร์ต่ำ และไม่มีปรับระดับความหน่วง เช่น Tesla รุ่น software เก่าๆ
รถแบบนี้ขับง่ายสุด เพราะไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ตอนลงเขา บางรุ่นเวลาถอนคันเร่งก็มีความหน่วงมากอยู่แล้ว จนรถแทบจะหยุดได้เอง จนแทบจะเรียกได้ว่าใช้คันเร่งคุมอย่างเดียว แต่ในบางรุ่น หากไม่มีให้ปรับระดับความหน่วง มักจะออกแบบให้การแตะเบรกลึก มีการ regen ช่วยหน่วงอัตโนมัติ โดยสังเกตการทำงานได้จากแถบพลังงานบนหน้าปัดรถ อาจจะขึ้นเป็นแถบสีเขียว หรือแถบที่อยู่ต่ำกว่าเลข 0 หรือแถบ Charge - รถที่มีเกียร์เดินหน้า D และมีเกียร์ต่ำ (B หรือ L) เช่น Nissan Leaf ปัจจุบัน รถ EV ในไทยส่วนมากไม่ได้ใช้แบบนี้แล้ว
แบบนี้ก็คล้ายๆ การขับรถน้ำมันปกติ ให้เปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำ ถ้ารู้สึกว่าเกียร์ D มีแรงหน่วงไม่พอ รถลงเขาเร็วไป แต่หากเป็นทางชันมากๆ เกียร์ B หรือ L ยังเอาไม่อยู่อีก ให้เปิดโหมด One Pedal ถ้ามี เพราะ One Pedal มีความหน่วงมาก ในระดับที่ถอนคันเร่งจนสุด คือรถหยุดได้โดยไม่ต้องแตะเบรก - รถที่มีเกียร์เดินหน้า D อย่างเดียว แต่มีปุ่ม หรือเมนูปรับระดับความหน่วง เช่น MG, Hyundai IONIQ5 หรือมีโหมดเลือกความหน่วงในเมนูการขับขี่ ที่พบได้ในปัจจุบันส่วนมาก
ลักษณะการขับก็จะคล้ายๆ แบบที่ 2 แต่แทนที่จะเป็นเกียร์ต่ำที่เลือกจากสวิตซ์เกียร์ ก็จะเป็นสวิตซ์แยก หรือเมนูในเมนูการขับขี่มาแทน ในบางยี่ห้ออาจใช้เมนูคำต่างกันไป เช่น ระดับการคืนพลังงาน, KERS, Energy recovery, Regenerative braking
โดยของ MG รุ่นเก่าๆ จะเป็นปุ่มที่เรียกว่า KERS ปรับได้ 3 ระดับ โดย 1 คือหน่วงน้อยสุด และ 3 มากสุด
ซึ่งการลงเขา ให้ลองค่อยๆ ไล่เพิ่มระดับ KERS หรือเพิ่มระดับการคืนพลังงาน ไปจนคิดว่าหน่วงในระดับที่พอใจ
ส่วนใน Hyundai, Kia, Benz ก็จะเป็นแป้น paddle shift +- 2 อันซ้ายขวาหลังพวงมาลัย ซึ่งใครที่คุ้นเคยกับการขับรถที่มี paddle shift แบบนี้ หลักการก็คล้ายกัน แต่การกดแป้น +- ในรถ EV คือการเพิ่มลดระดับความหน่วงเท่านั้น โดยการปรับระดับความหน่วงในรุ่นที่ปรับได้แบบนี้ จะไม่เหมือนกับการใช้เกียร์ต่ำ ตรงที่คุณสามารถตั้งระดับความหน่วงเวลาถอนคันเร่งได้ในทุกโอกาส ไม่จำเป็นต้องแค่ตอนลงเขา ไม่เหมือนรถน้ำมันที่คาเกียร์ต่ำแล้ววิ่งได้ไม่เร็ว
หากชอบถอนคันเร่งแล้วอยากให้รถหน่วงเยอะๆ เอง แทนการใช้เบรกบนทางราบก็ทำได้ตลอดเช่นกัน ซึ่งจะช่วยลดการใช้เบรก และลดการสึกหรอของผ้าเบรกด้วย
สำหรับรถบางยี่ห้อ เช่น Deepal สามารถปรับระดับความหน่วงในเมนูการขับขี่ ได้ตั้งแต่ 0-100% โดยละเอียด ตามความชอบ แต่แนะนำว่าลงเขาให้ปรับ % ให้มากที่สุดที่ยังขับสบายโดยไม่ใช้เบรกเยอะ
ในหลายๆ ยี่ห้อ การปรับความหน่วง หากต้องการปรับเองแบบอิสระ มักจะอยู่ภายใต้โหมดการขับขี่แบบกำหนดเอง หรือ Custom หรือ Individual ซึ่งในโหมดการขับขี่ปกติ อาจจะเลือกความหน่วงเองไม่ได้ และความหน่วงมักผูกกับโหมดการขับขี่ เช่น Eco อาจจะหน่วงมากกว่าปกติ - รถที่มีโหมด One Pedal
One Pedal อาจจะมีในรถรุ่นใดก็ได้ในทั้ง 3 ประเภทที่กล่าวมาก่อนหน้า ได้ด้วยเช่นกัน และในโหมด One Pedal มักจะให้ความหน่วงที่มากที่สุด เพราะออกแบบมาให้ใช้คันเร่งคุมอย่างเดียว เวลาถอนคันเร่งจนสุด รถจะหยุดได้โดยไม่ต้องแตะเบรก หากไม่ใช่กรณีเบรกกะทันหันจริงๆ
การใช้ One Pedal จะขับขี่ง่ายสุด เพราะอาศัยการคุมคันเร่งเป็นหลัก แต่หากกรณีจำเป็นจริงๆ หรือถ้าต้องการเหยียบแป้นเบรกจริงๆ ก็ยังคงทำได้เช่นเดิม

ข้อควรระวังสำหรับรถ EV ทุกประเภทหากลงเขา
- ไม่ควรชาร์จเต็ม 100% บนยอดเขาหรือก่อนที่จะลงเขา เพราะการลงเขาอย่างที่บอกคือจะมีการชาร์จไฟกลับเข้า
ในหลายๆ รุ่น หากไฟเต็ม 100% ระบบ regenerative braking จะไม่ทำงาน จนกว่าไฟจะเหลือประมาณ 90% และจะไม่ทำให้รถหน่วงตอนถอนคันเร่ง ทำให้ต้องใช้แป้นเบรกอย่างเดียว ซึ่งเสี่ยง ทางที่ดีก่อนลงเขาไม่ควรให้ไฟเกิน 80-90% แต่ในรถบางรุ่น แม้แบตเต็ม ก็ยังมีแรงหน่วงเวลาถอนคันเร่ง แต่จะไม่ชาร์จไฟเข้า - ในรถบางรุ่น มี HDC หรือ Hill Descent Control เป็นระบบช่วยลงทางชันมากๆ โดยคนขับไม่ต้องแตะเบรก แต่ HDC เหมาะกับการใช้ในระยะทางสั้นมากๆ ไม่กี่สิบเมตร แต่ชันกว่าทางปกติ และใช้ความเร็วต่ำ เช่น ทางลงรีสอร์ตหรือที่พักที่อยู่ริมเขา สั้นๆ ก่อนออกถนนใหญ่ แต่พอออกถนนใหญ่ลงเขายาวๆ ให้ใช้การปรับความหน่วงแทน เพราะ HDC ทำงานโดยการจับผ้าเบรก เหมือนเหยียบเบรกย้ำๆ ซึ่งหากใช้ในทางลงเขายาวๆ จะเกิดความร้อนกับระบบเบรกสูง จนอาจเกิดอันตรายได้
สรุป 3 ขั้นตอน ขับ EV ลงเขาให้ปลอดภัย
- check แบตเตอรี่: อย่าให้เต็ม 100% บนยอดเขา (แนะนำไม่เกิน 80-90%)
- เลือกโหมดหน่วง: ปรับระดับการคืนพลังงาน (Regen) ให้สูงที่สุด หรือใช้โหมด One Pedal
- คุมความเร็ว: ให้รถหน่วงด้วยระบบช่วยหน่วงเป็นหลัก ไม่ใช้ HDC ในทางยาว แตะเบรกเท่าที่จำเป็น
สุดท้ายแล้ว โพสต์นี้เป็นเพียง guideline คร่าวๆ เฉยๆ ให้เห็นภาพคร่าวๆ ซึ่งผู้ใช้รถก็ควรทราบก่อนว่ารถตัวเองเป็นรถประเภทไหนใน 4 ประเภทนี้ แต่ถ้าจำอะไรไม่ได้ให้คิดซะว่า “ทำยังไงให้รถลงเขาด้วยความเร็วที่กำลังดี ควบคุมรถได้ง่าย โดยใช้แป้นเบรกให้น้อยที่สุด” แล้วหาว่ารถคันนั้นมีวิธีการช่วยหน่วงแบบไหนให้ใช้เพิ่มเติม ที่นอกเหนือจากแป้นเบรกครับ
