รีวิว MG4 Xpower นี่น่าจะเป็นนิยามของคำว่า “โลกสองใบ” สำหรับรถ EV รถซื้อแกงที่โคตรซิ่ง แต่วิ่งประหยัดได้!

อัพเดทล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2025


MG4 Xpower เป็นรถที่สร้างความฮือฮาในเรื่องของสมรรถนะ เมื่อเทียบค่าตัว โดยได้แรงม้าถึง 435 แรงม้า และ 0-100 km/h ใน 3.8 วินาที เปิดตัวมาแค่ล้านต้นๆ ช่วงแรก แต่ค่าตัวก็โดดไปจากรุ่น Long Range ที่เป็นขับเคลื่อนล้อหลัง แบตเดียวกัน ไปราวๆ 2 แสนกว่าบาท แบต 64 kWh NMC ชาร์จเร็วสุด 140 kW แรงดีในรถกลุ่มราคานี้


ด้วยสมรรถนะของรถ ก็บ่งบอกชัดเจนแล้วว่า เป็นรถของคนที่ต้องการเน้นสมรรถนะอย่างแท้จริง ส่วนเรื่องความคุ้มค่า ถ้ามองกันตอนราคาปกติ สิ่งที่เพิ่มมาจากรุ่นปกติจริงๆ ก็คือสมรรถนะล้วนๆ ซึ่งถ้าคนที่ไม่ได้เน้นแรง รุ่น Long Range ที่เป็นขับเคลื่อนล้อหลัง ก็เพียงพอกับการใช้งาน ได้แบตเหมือนกัน แต่ Long Range ได้จอกลางใหญ่กว่าด้วย กับลูกเล่นเชื่อมต่อมือถือแบบไม่ใช้สาย ส่วน Xpower ออพชั่นจะแพ้ Long Range แค่ตรงจอกลางเล็กกว่า แต่ความแรงก็แรงแบบก้าวกระโดดไปจากรุ่นปกติเลย ซึ่งสมรรถนะระดับนี้ ปกติเมื่อก่อนจะมีแต่รถสปอร์ตแพงๆ แต่วันนี้คุณสามารถเป็นเจ้าของสมรรถนะระดับนี้ได้ แบบเอื้อมถึงได้ไม่ยาก


ข้อแตกต่างจาก MG4 ปกติ

Xpower จะเป็นขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบเน้นกำลังที่ล้อหลัง และปรับการขับ 4 ตามโหมดที่ใช้ ซึ่งเป็น key ของความประหยัดในรุ่นนี้

– โหมด Normal จะขับหลังเป็นหลัก และขับ 4 เมื่อกดเต็ม ทำให้ได้ทั้งเรื่องแรงและประหยัด ขับในชีวิตประจำวัน โหมดนี้โอเคสุด จริงๆ ไม่จำเป็นต้องคา Sport ไว้เลยให้เปลืองไฟ เพราะ Normal ถ้ากดเต็มก็ได้กำลังแบบขับ 4 เต็มๆ

– โหมด Eco จะขับหลังเกือบตลอดเวลา และจะขับ 4 เมื่อรถเริ่มเสียอาการหรืออยู่ในสภาวะเสี่ยง

– โหมด Sport และ Snow จะขับ 4 เป็นหลัก จะค่อนข้างกินไฟเมื่อใช้งานปกติ โดย Snow จะเหมาะกับการใช้ตอนฝนตก ถนนลื่น ซึ่งจะจำกัดทั้งเรื่องการเร่ง และการหน่วงในระดับน้อยสุด เพื่อไม่ให้รถอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเสียการทรงตัวกะทันหัน

เบาะหน้าทรงคล้าย MG4 เดิม แต่มีความโอบกระชับตัวขึ้น นั่งสบายกว่ารุ่นปกติ และใช้วัสดุ Alcantara ด้วยในหลายๆ จุดภายใน และภายในก็เป็นสีดำล้วน ทำให้ภายในดูสปอร์ตดุดันขึ้นมาก

ตัว software เพิ่ม Track mode ที่ใช้จับเวลาวิ่งรอบสนาม หรือตามเส้นทางที่วิ่งได้ พร้อมกับ plot กราฟการใช้ความเร็วให้ดูได้ด้วย ไว้วิเคราะห์การขับขี่ของตัวเองให้ทำเวลาดีขึ้น และมีเมนูตัววัดแรง G เพิ่มขึ้นมาที่จอไมล์อีก

และสิ่งที่ไม่มีใน MG4 ปกติ คือโหมด One pedal แต่พอปล่อยคันเร่ง จะมีฟีลไหลๆ ตอนรถใกล้หยุด แบบไม่ได้หยุดสนิทดี ยังรู้สึกว่าไม่เนียนเท่า One pedal ของค่ายอื่นๆ เลยไม่ค่อยได้ใช้เท่าไร และอีกอย่าง พอกดเลือกโหมดขับขี่ผ่านทางพวงมาลัย พอผ่านโหมด Snow ไป การตั้งค่า One pedal จะหลุดทันที ต้องกลับมาเปิดใหม่

สิ่งที่ปรับปรุงจาก MG4 รุ่นก่อนหน้า และรุ่นธรรมดาก็แก้ไข software ใหม่ตามแล้ว คือการเพิ่มทางเลือกตั้งค่าให้ปรับโหมดขับขี่ และระดับความหน่วงจากพวงมาลัยได้ ทำให้ใช้งานสะดวกขึ้นมาก แต่ยังคงไม่จำค่าที่เคยใช้ ตอนที่ขึ้นรถครั้งใหม่ จะเด้งกลับมาเป็นโหมด Normal ความหน่วง 3 ตลอด แต่พอขับจริงๆ ผมใช้ Normal บ่อยสุด เลยไม่ต้องกดปรับโหมดขับขี่ แต่ผมจะกดปรับความหน่วงระดับ 2 ใหม่ทุกครั้ง เพราะจะขับสบายสุดไม่ดึงหน่วงเกิน


ช่วงล่าง

ขับในชีวิตประจำวัน เทียบกับ MG4 เดิม ไม่มีเสียงดีดเด้งตอนโดดผ่านลูกระนาดแล้ว จังหวะล้อหน้าขึ้นลูกระนาดเหมือนจะนุ่ม แต่พอเป็นล้อหลังจะรู้สึกได้ว่าแข็งกว่ารุ่นปกติ และเวลาขับเร็วๆ ช่วงล่างจะแข็งกว่ารุ่นปกติเช่นกัน เพื่อรองรับสมรรถนะที่โหดขึ้นกว่าเดิมเกิน 2 เท่า ในภาพรวมคือช่วงล่างเน้นแข็ง ขับสปอร์ต แต่ไม่ได้แข็งในระดับขับยากแบบ Mini

จริงๆ ช่วงล่าง MG4 Xpower ผมรู้สึกชอบมากกว่าของ Cyberster ด้วย จากที่ได้ลองทั้งสองรุ่น ในสนามทดสอบมอเตอร์โชว์ และได้พอมีโอกาสลองขับ Cyberster ระยะทางสั้นๆ บนถนนจริงด้วยนิดหน่อย โดยของ Xpower ดูทำมากลมกล่อม ลงตัวกับสมรรถนะมากกว่า ขับได้ดีและมั่นใจ โดยเฉพาะการหักหลบ slalom และไม่รู้สึกว่าแรงจนเครียด

แต่ Cyberster ถึงตัวเลขสมรรถนะจะเยอะกว่า แต่รถกลายเป็นแนวขับสบาย ช่วงล่างนุ่มๆ และน้ำหนักรถมากกว่า Xpower ทำให้รู้สึกขับไม่สนุกคล่องตัวเท่า ซึ่งรถ 2 รุ่นนี้ก็เหมาะกับคนที่ต้องการสิ่งที่แตกต่างกัน Cyberster ได้ทรง ได้ตัวเลขไว้ขิง เน้นขับชิวโชว์ แต่ Xpower เน้นขับสนุก ซิ่งจริงจังได้มากกว่า แต่ไม่เน้นโชว์ เน้นซ่อนรูปแบบ sleeper แต่จริงๆ Xpower ตัวไทยมีแต่สีเขียวด้าน ใครรู้ก็คือรู้ว่าตัวแรง 555


อัตราเร่ง

ผมมีลองกดอยู่ 0-100 km/h ได้ 4.1 วินาที ส่วนการใช้งานทั่วไป อัตราเร่งคือสนุกจริง มาตามสั่ง รู้สึกได้ถึงแรงดึง เหยียบนิดเดียวทิ้งคันหลังหายไปไกลจริงๆ

เรื่องเบรก ถ้าปรับปรุงอีกนิดได้จะดีมาก แม้ทาง MG จะบอกว่ามีการปรับปรุงเบรกมาแล้ว step นึงเพื่อรองรับความแรง แต่พอใช้งานจริง ก็ต้องกดลึกพอสมควร ยังมีไหลๆ อยู่บ้าง ส่วนการหน่วง regen ไฟกลับ จะมีแค่ล้อหลังที่ regen เท่านั้น


อัตราสิ้นเปลือง

ขับทางไกล 1% วิ่งได้ 3-3.9 km ขึ้นกับการเหยียบ

ทำตัวเลขจากการวิ่งไกลจริงๆ 353.4 km เหลือแบต 10%

อัตราสิ้นเปลืองแถวๆ 15.5 kWh/100 km แทบไม่ต่างจาก MG4 รุ่นปกติ!

ส่วนถ้าขับในเมือง แบบไหลๆ สลับติดไฟแดง ก็ยังทำได้ในระดับ 12.1 kWh/100 km ในภาพรวมคือกินไฟไม่ค่อยต่างจาก ZS EV ที่ผมเคยใช้เลย แต่มีกำลังให้ใช้แรงกว่ามาก

โหมด Normal กับ Eco กินไฟไม่ต่างกันถ้าใช้ความเร็วคงที่

เรียกว่าเป็นรถที่ผิดคาด คิดว่า 2 มอเตอร์จะกินไฟเยอะ วิ่งได้น้อย แต่เอาจริงก็กินในระดับไม่ได้แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ในค่ายเลย แม้จะแรงกว่ากันมาก เรียกว่าถ้าขับแบบเรื่อยๆ ทางไกล เท่ากับว่าประหยัดเหมือนเดิม แต่ได้แบตใหญ่ไปได้ไกลขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น แถมมีกำลังสำรองให้ใช้เวลาต้องการขับสนุก


การชาร์จ

ลองของจริง 17-80% ทำได้ใน 28 นาที หรือจะวิ่งได้ประมาณ 240 km จากกำลังชาร์จสูงสุด 106 kW ซึ่งถ้าได้ตู้ที่แรงกว่านี้ จะลดเวลาลงได้อีก


เรื่องเครื่องเสียง การเก็บเสียง วัสดุภายใน

รวมๆ ไม่ต่างจาก MG4 เดิม เครื่องเสียงแค่พอฟังได้

การเก็บเสียงช่วงความเร็ว 100 ขึ้นไปเสียงเริ่มดัง อาจจะยังไม่ตอบโจทย์คนที่เน้นความสบาย ความประณีตของตัวรถ

จริงๆ ถ้าอยากได้รถที่ครบเครื่องเลย ทั้งความแรง และความสบาย ก็ต้องไป Zeekr X ตัวท๊อป แต่ค่าตัวก็โดดไปจาก Xpower อีกหลายแสน และช่วงล่างดรอปกว่า Xpower ในบางจังหวะ เช่น คอสะพานที่ยังเจอย้วย


สรุป

ถ้าคิดจะเอา Xpower คือบอกเลยว่าการควบคุมดีมากจริง สำหรับรถล้านต้น จะหารถสมรรถนะแบบนี้ในราคานี้ ไม่ว่าจะลดหรือไม่ลด หาตัวเทียบได้ยาก แต่ก็ต้องยอมแลกกับช่วงล่างที่แข็งขึ้นกว่ารถทั่วๆ ไป และความสะดวกสบายในการโดยสารก็ต้องทำใจ ถ้าใช้เป็นรถคันเดียวในชีวิต ถ้ารับตรงนี้ได้ก็โอเค อัตราสิ้นเปลืองสอบผ่านสบาย ระยะทางวิ่งและความเร็วการชาร์จดี แต่ถ้าต้องการรถที่สบายๆ เพลงเพราะๆ คันนี้ยังไม่ตรงวัตถุประสงค์ แต่ถ้าคุณมีรถอื่นไว้ใช้งานหลักอยู่แล้ว แล้ว Xpower เป็นรถของเล่น หรือคันที่ 2 ของบ้าน อันนี้น่าเชียร์ครับ


เริ่มเปรียบเทียบเลย!

Share this content