
Nissan Leaf นับได้ว่าเป็นครั้งแรกของค่ายรถน้ำมันญี่ปุ่นในไทย ที่เปิดตัวรถ EV และเปิดตัวมาก่อนค่ายรถจีนที่มาทีหลังด้วยซ้ำ แรกๆ ที่มีกระแสข่าวว่าจะมาไทยคนก็ตื่นเต้นกันใหญ่ กับรถที่การันตีความนิยมจาก ตปท มาแล้ว และเป็นรถ EV ที่ประสบความสำเร็จจนมีเจน 2 ซึ่งก็คือรุ่นที่เข้ามาขายในไทยนี้ครับ ซึ่งตอนนี้มีรถยนต์ไฟฟ้าไม่กี่รุ่นในโลกที่ตอนนี้มีอายุยาวนานจนเข้าเจน 2 มาแล้ว แต่ตัวเทคโนโลยีไม่ได้ถือว่ามีการอัพเกรดจากรุ่นแรกมากเท่าใด นอกจากระยะทางวิ่งที่เพิ่มขึ้นแบบชัดเจน
ส่วนตัวบอดี้ โครงตัวถังโดยรวมสัดส่วนยังดูคล้ายๆ เจนแรก (ไม่แน่ชัดว่าเนียนๆ ใช้โครงเดิมเปลี่ยนเปลือกมั้ย แต่ฐานล้อเท่าเจนแรกและทรงกระจกหน้าต่างยังคงดูเหมือนเจนแรก) แต่มีการปรับหน้าตาให้ร่วมสมัยและกลมกลืนกับรถปกติมากขึ้น จนบางทีดูคล้ายๆ Almera หรือ Yaris 5 ประตูสีขาว 555 แต่หน้าตาจริงถือว่าใช้ได้
พอ Nissan Leaf เจน 2 มาเปิดตัวในไทยปี 2018 ก็มาจริง แต่มาแบบที่ทำให้หลายคนเงิบด้วยราคา 1.99 ล้าน แต่ออพชั่นเด่นๆ ใน ตปท เช่น ระบบช่วยการขับขี่ ProPilot ก็หายไปด้วย เหลือเพียงออพชั่นแค่เท่าที่จำเป็น วิทยุยังเป็นแค่วิทยุซีดีแต่ต่อ bluetooth ได้อยู่ แต่ยังดีไม่ตัดระบบ e-pedal หรือการขับขี่โดยควบคุมแต่แป้นคันเร่งอย่างเดียว ไม่ต้องใช้แป้นเบรกแบบ one pedal ออก
ถามว่าตอนนั้นเวลานั้นมันดูแย่มั้ย ก็ยังไม่แย่มาก เพราะตอนนั้นตัวเลือกในตลาดรถ EV ยังมีน้อย และทุกค่ายโดนภาษีนำเข้าหมด แม้แต่ BYD e6 ที่มาทำแท็กซี่สนามบินไฟฟ้า ตอนนั้นก็ยัง 1.89 ล้าน และออพชั่นไม่ได้ดีไปกว่า Leaf แต่เด่นตรงขนาดตัวรถใหญ่กว่ากับวิ่งได้ 300-400 โลต่อการชาร์จ ที่เรียกว่าเยอะแล้ว เรียกว่าใครซื้อรถไฟฟ้าราคาต่ำกว่า 2 ล้าน ก็ดูมีไม่กี่ตัวเลือกที่สมเหตุผลสุด ส่วน Leaf เหนือกว่า BYD ตรงแบรนด์กับตัวรถที่ดูสวยกว่า ดูดีกว่าสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่ก็วิ่งได้น้อยกว่า
เอาจริงตอนนั้นตลาด EV ก็คือตลาดเฉพาะกลุ่มจริงๆ สำหรับคนอยากลองของใหม่ และเงินไม่ใช่ปัญหา แต่ตลาด EV เกมเปลี่ยนเมื่อภาษีนำเข้ารถไฟฟ้าจีนเหลือ 0% และ MG ZS EV เข้ามาปี 2019 ด้วยสเปกและออพชั่นที่เหนือกว่า Leaf แต่ราคาอยู่ในระดับที่คนหมู่มากจับต้องได้ ยิ่งทำให้ความคุ้มค่าของ Leaf น้อยลงไปอีก ส่วนถ้าคนที่มีงบใกล้ๆ 2 ล้านแล้วอยากขับรถ EV เท่ๆ ก็มี Mini Cooper SE มาดักรอในราคาไม่ถึง 2.3 ล้าน อัพเงินอีกไม่มาก แม้จะวิ่งได้น้อยไม่ต่างจาก Leaf แต่มันสามารถขายคาแรคเตอร์หน้าตาตัวรถได้ และหากคุณเป็นคนที่มีแพลนจะซื้อ Mini อยู่แล้ว คุณก็แทบไม่มีต้นทุนเพิ่มขึ้น ในการเปลี่ยนจากรถน้ำมันเป็นไฟฟ้า เพราะคุณซื้อรุ่นไฟฟ้าได้ในราคาถูกกว่า Mini น้ำมันด้วยซ้ำ แค่ยอมรับข้อจำกัดให้ได้ว่าวิ่งได้แค่ในเมือง ซึ่งคนที่ซื้อ Mini บ้านก็มักมีรถหลายคันด้วยอยู่แล้ว แต่ Leaf เป็นรถที่ยังไม่มี story มากพอที่จะขายคาแรคเตอร์รถได้แบบที่ Mini ทำ และภาพลักษณ์ของ Nissan เอง ก็ทำให้คนที่มองรถราคาช่วงล้านต้น คาดหวังกับ Leaf ว่าจะมาในราคาที่เขาจับต้องได้แล้วอยากจะลองขยับมาใช้ แต่พอราคามาแบบเกินคาดก็เสียลูกค้ากลุ่มนี้ไป แต่เอาจริง Nissan ไทยก็คงทำได้เท่านี้ด้วยข้อจำกัดด้านภาษีนำเข้า ทำให้ไม่สามารถกดราคาให้ต่ำแบบที่คนต้องการได้
ตัวรถ
ตัวรถเป็นลักษณะ 5 ประตู hatchback แต่ทรงค่อนข้างสูงใหญ่ ขนาดตัวรถใกล้เคียงพวก Civic, Altis กระจกหน้ากินพื้นที่มาเกือบถึงกลางล้อหน้า ดีไซน์ตัวรถคล้ายลิ่มเพื่อช่วยให้ลู่ลมและประหยัดพลังงานมากขึ้น แต่ดีไซน์แบบนี้ก็ทำให้เกิดมุมกระจกสามเหลี่ยมหูช้างหน้าประตูหน้า ซึ่งก็บดบังทัศนวิสัยนิดๆ และทำให้ทรงออกมาดูคล้ายๆ พวกรถ MPV ตอนหลังมีห้องเก็บของลึกพอสมควรขนาดกำลังดีตามประสารถ 5 ประตู เบาะหลังส่วนรองก้นสั้นและชันเช่านิดๆ เนื่องจากแบตอยู่ใต้พื้นขึ้นมาสูง และผมสูง 170 กว่าๆ หัวก็เกือบติดแล้ว ดูภายนอกเหมือนรถสูงใหญ่ แต่ตอนหลังกลับไม่ได้ใหญ่มาก ส่วนเบาะหน้า ส่วนที่ดันหลังดันมาเยอะและไม่มีที่ให้ปรับลง พวงมาลัยเยื้องซ้ายนิดๆ กับเข่าซ้ายชนคอนโซลกลาง แต่ขับจริงก็ไม่ถึงกับเมื่อยมาก พวงมาลัยปรับได้แค่ขึ้นลง
การขับขี่
ช่วงล่างถือว่าทำได้ดีมากๆ ไม่ได้มีข้อตำหนิหรือข้อกังวลอะไรเป็นพิเศษ ดีกว่า MG ZS EV และ EP แน่นอน ขับลงคอสะพานไม่ย้วย เปลี่ยนเลนได้มั่นใจไม่ส่าย สมรรถนะที่จับตัวเลขคร่าวๆ 0-100 km/h 7.5 วินาที และ 80-120 km/h 5.2 วินาที แรงกว่ารถน้ำมัน 1.5 turbo ยอดนิยมราคาล้านต้นแบบไม่มีข้อกังขา แต่ต้องมีเงื่อนไขว่าแบตต้องไม่ร้อน เรียกว่าอัตราเร่งมีมาแค่เป็น bonus item เหมือนตอนเล่นเกมแล้วเจอของวิเศษ หากแบตร้อนจะกลายเป็นวิ่งอืดเหมือนโหมด eco เลย ซึ่งแบตตัวนี้ก็ดันร้อนง่ายด้วยเพราะใช้ระบายความร้อนด้วยอากาศ ไม่ได้ระบายความร้อนด้วยน้ำแบบรุ่นอื่น แถมร้อนแล้วอุณหภูมิก็ไม่ลดง่ายๆ ด้วย ต้องรอ 3-4 ชั่วโมงถึงเย็นลง แต่พอเร่งแรงๆ สักพักก็กลับมาร้อนใหม่ได้
การขับด้วย e-pedal หรือ one pedal คือสิ่งที่ดีสุดและผมชอบสุดในรถคันนี้ เพราะคุณจะใช้ความสามารถในการหน่วงคันเร่งช่วยเบรกได้อย่างเต็มที่ การใช้งานไม่ยาก และการขับในเมืองก็ขับได้ง่าย ถอนคันเร่งก็หยุดรถได้ คาเกียร์ D ไว้แบบไม่แตะเบรกรถก็ไม่ไหลจนกว่าจะเหยียบคันเร่ง ใช้งานบนทางชันลาดลงก็ใช้ได้ รถก็หยุดให้หากยังอยู่ใน e-pedal ใส่เกียร์ D ละไม่แตะคันเร่ง ก็ถือว่าชดเชยกันได้แทนการที่ไม่ให้ auto brake hold แต่ใน e-pedal คันเร่งจะหนักกว่าคันเร่งโหมดปกติ แต่หากไม่ใช้ e-pedal เวลาถอนคันเร่งรถแทบจะไม่หน่วงให้เลยครับ การใช้งาน e-pedal มีสวิตซ์แยกใกล้เกียร์ที่กดสลับเปิดปิดได้ตลอดเวลา ใช้งานได้ดีมากๆ ต่างจากของ Good Cat ที่ต้องเข้าเมนูสัมผัสในจอหลายขั้นตอน ไม่มีสวิตซ์แยก และตัว one pedal ของ Good Cat หรือในเมนูจอของรถเรียกว่า โหมดคันเร่งอัจฉริยะ ยังมีกระตุกกระชากไม่เนียนแบบ Leaf ส่วนข้อควรระวังในการใช้ e-pedal คือหากต้องการเบรกแบบรวดเร็วหรือเน้นความชัวร์ก็ต้องใช้แป้นเบรกตามเดิม เพราะการถอนคันเร่งหน่วงอย่างเดียวไม่ได้เพียงพอกับการหยุดรถครอบคลุมทุกกรณี
การขับลงทางชัน มีเกียร์ B ซึ่งเป็นเกียร์ต่ำให้ใช้ด้วย หากลงด้วยเกียร์ D แทบไม่หน่วงเลย เกียร์ B ก็ยังช่วยหน่วงได้บ้างแต่ยังไม่มากเท่าไร ต้องใช้เกียร์ B คู่ e-pedal จะช่วยหน่วงได้ดี เรียกว่าถึงคุณจะเกลียด e-pedal แต่ก็ควรจะต้องใช้เวลาขับ Leaf ลงเขายาวๆ เพราะไม่งั้นไม่หน่วงเลย จะว่าเป็นข้อเสียมั้ยก็แล้วแต่จะคิด เพราะรถ EV หลายรุ่นไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ B หรือเข้าโหมดพิเศษช่วยลงเขาก็หน่วงจนร้องขอชีวิตแล้ว จนเท้าต้องแตะคันเร่งเลี้ยงแทนยาวๆ ให้ไปไวขึ้น แต่บางคนอาจจะเฉยๆ เพราะรถน้ำมันก็ต้องเปลี่ยนเกียร์ต่ำอยู่แล้ว
การขับทางไกล เวลาวิ่ง 90-110 ใต้ทางด่วนหรือโทลล์เวย์เลนขวาสุดบางครั้ง มีเสียงลมเล็ดเข้ามาเวลาผ่านเสาทางด่วน แต่วิ่งไม่ใกล้เสาทางด่วนอาการนี้ก็ไม่ค่อยมี
อุปกรณ์ภายในรถ

หากใครเคยขับ Suzuki swift ตัวปัจจุบันจะพบว่าตำแหน่งการวางสวิตซ์ต่างๆ แทบจะลอกข้อสอบกันไปมาเลยระหว่าง 2 ค่ายนี้ ทั้งวิธีการปรับและพับกระจกมองข้าง ตำแหน่งสวิตซ์แอร์ ลูกหมุนซ้ายเปิดแอร์กับปรับแรงลม ลูกขวาปรับอุณหภูมิ สวิตซ์ไฟฉุกเฉินก็อยู่กลางช่องแอร์กลางเหมือนกันอีก! เรียกว่าถ้าบ้านมีรถทั้ง 2 รุ่นนี้คือแทบไม่ต้องปรับตัวเลยหลับตาปรับสวิตซ์ยังได้ถ้าขับสลับคันกัน ส่วนออพชั่นภายในรถ ถ้าใครคิดว่า MG EP น้อยแล้วเจอคันนี้นี่ EP หลบไปเลย ของ EP ยังต่อมือถือขึ้นจอ Android Auto โชว์แผนที่ได้ซึ่งจำเป็นมากเวลาขับทางไกล กับมีระบบวัดลมยาง แต่ Leaf ไม่มีทั้งสองอย่าง! วิทยุเป็นวิทยุ CD หน้าตาเชยๆ ลูกเล่นไม่มาก มีช่องต่อ AUX, USB, Bluetooth แต่ Bluetooth ตอนต่อแรกๆ งงมาก เพราะต้องกดปุ่มรับสายบนพวงมาลัยด้วยตอนจับคู่อุปกรณ์ ตอนแรกจะกดที่ตัวเครื่องก็กดไม่ได้ ทำมางงมากแทนที่จะทำให้กดจากตัววิทยุหมดทุกอย่างได้ แล้วก็จอไม่มีระบบนำทาง มีจอสีเล็กๆ ไว้โชว์ภาพจากกล้อง 360 และกล้องถอย แต่ภาพจากกล้องแทบไม่ช่วยอะไรมากเท่าไร เพราะจอเล็กมองยาก จนบางทีไม่มองกล้องอาจจะถอยไวกว่า เวลาถอยหลังตัวรถมีเสียงเตือนภายนอกรถ ให้คนรู้ว่ารถกำลังถอยไม่ให้เงียบเกินไป อันนี้เป็นจุดที่น่าชมเชยเรื่องการเอาใจใส่ในรายละเอียด

แบตเตอรี่
คือสิ่งที่เรียกว่าเป็นจุดด้อยสุดของรถคันนี้ เพราะลองขับจริง จาก กทม-พัทยา วิ่งจากแบตเต็มร้อย ใช้ความเร็ว 110 วิ่งไป 198 โลเหลือแค่ 7% น้อยกว่า ZS EV ที่วิ่ง 210 โลนิดๆ แล้วยังเหลือ 19% แถมประสิทธิภาพรถและการชาร์จก็ถูกจำกัดด้วยอุณหภูมิแบต พอร้อนรถก็เร่งได้ช้าและชาร์จช้าอีก ช่องชาร์จเป็นแบบ Chademo สำหรับการชาร์จเร็วแบบ DC และ Type 1 สำหรับการชาร์จช้าแบบ AC ซึ่งรูปแบบช่องชาร์จทั้งสองแบบนี้ ปัจจุบันแทบไม่มีใครใช้ในรถ EV ที่ขายในไทย แต่ในรถมี Adapter แปลงจาก Type 1 เป็น Type 2 ให้ แต่ไม่มี Adapter Chademo เป็น CCS สำหรับชาร์จเร็ว และสิ่งที่ปวดหัวหนักขึ้นไปอีก คือสายชาร์จฉุกเฉิน ไม่ได้ให้แบบปลั๊กสามตาเสียบกับปลั๊กไฟบ้าน แต่เป็นหัวให้เสียบกับปลั๊ก power plug แบบที่ใช้ตามไซต์ก่อสร้างหรือโรงงาน ซึ่งบ้านคนธรรมดาจะมีสักกี่คนที่มีปลั๊กนี้
การชาร์จเร็ว ต้องหาตู้ที่มีหัว Chademo ซึ่งของ ปตท กับ PEA Volta ส่วนมากมี แต่ Elex บางที่ไม่มี ทำให้ไม่สามารถเข้าชาร์จได้ทุกที่เสมอไป แต่ก็มีข้อดีคือหากไปที่ที่มีหัวชาร์จ จะไม่มีใครแย่งใช้หัว เพราะรถไทยที่มีพอร์ต Chademo มีน้อยมาก ส่วนการชาร์จเข้า ถึงแม้ว่าบางตู้จะจ่ายไฟให้ได้ 50-60 kW แต่รถอาจจะรับไฟเข้าได้ไม่เกิน 30 kW ถ้าแบตร้อน จะชาร์จจาก 10-80% นี่ใช้เวลาชั่วโมงเศษๆ เลย และยิ่งชาร์จนานความร้อนสะสมก็เยอะ หลังจากชาร์จ 80% แล้วแบตอุณหภูมิขึ้นขีดแดงเลยครับ และอย่างที่บอกคือแบตร้อนละรถอืดลง กับใช้เวลานานกว่าจะเย็นครับ
สรุป

จุดเด่นๆ คือเรื่องช่วงล่างกับระบบ e-pedal และอัตราเร่งตอนแบตเย็นที่ขับสนุก ส่วนจุดตายคือเรื่องแบตที่กลายเป็น domino effect เป็นจุดด้อยที่กลายเป็นจุดใหญ่ กระทบกับทุกอย่างทั้งสมรรถนะและการชาร์จ และระยะทางที่วิ่งได้ กับเรื่องออพชั่นเทียบราคาที่ไม่สมน้ำสมเนื้ออย่างแรง หาก Leaf ได้แบตระบายความร้อนด้วยน้ำที่ดีกว่านี้ วิ่งได้ไกลกว่านี้ ได้พอร์ตชาร์จที่เหมือนชาวบ้าน และราคากับออพชั่นสมเหตุผล ก็อาจจะเป็นรถที่น่ามองอีกครั้ง แต่ตอนนี้รถจีนก็เหนือกว่าแทบทุกด้าน แต่ทำไงได้ Nissan ไทยสั่งรถมาขายต้นทุนสูงแล้ว ก็ต้องฝืนสู้ดันให้หมดสต๊อกเก่าไป และจุดด้อยก็เป็นจุดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายด้วย
สุดท้ายจะบอกว่า Leaf เหมาะกับใคร ก็คงเหมาะกับคนที่เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลักไม่เน้นทางไกล ราคาไม่เกี่ยง หรือไม่เชื่อใจรถจีน เชื่อใจในคุณภาพแบบญี่ปุ่นและคุณภาพที่ proof มาแล้วจากผู้ใช้ทั่วโลก อะไหล่และกลุ่มผู้ใช้มีทั่วโลก แต่ถ้าต้องการออพชั่นล้นๆ หรือวิ่งไกลราคาถูก ก็ต้องรถจีนละครับนาทีนี้
สำหรับปี 2026 ในฐานะที่ Nissan Leaf เป็นรถมือสองแล้ว และอาจหาได้ในช่วงราคา 3 แสนบาท ก็จะเหมาะกับคนที่ต้องการรถสำหรับขับไปจ่ายตลาดแถวบ้าน หรือขับไม่ไกล ซึ่งตอนนี้ต้องยอมรับข้อจำกัด ว่าหัวชาร์จ Chademo มีน้อยลงมาก และเริ่มมีการถอดออกในหลายๆ แห่ง จากที่ไม่ค่อยมีคนใช้ ทำให้เป็นรถที่ไม่เหมาะกับการขับไกลๆ แล้ว แต่เหมาะสำหรับคนที่อยากได้รถไฟฟ้าถูกๆ ขับใกล้ๆ แต่คุณภาพดูน่าไว้ใจ และขับดีกว่ารถไฟฟ้าจีนมือสองบางรุ่น ที่อาจจะหาได้ในช่วง 2 แสน แต่คันเล็กกว่า และเป็นแบรนด์ที่เสี่ยงหาอะไหล่ในระยะยาวไม่ได้มากกว่า แต่ Nissan Leaf ยังมีผู้ใช้ทั่วโลก ทำให้ยังพอมีแหล่งอะไหล่ในระยะยาวได้ แม้อาจจะต้องใช้ skill ในการสั่งนำเข้า แต่การนำเข้าอะไหล่รถญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่พ่อค้าไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว
